สิบกว่าปีแล้ว เกินกว่าครึ่งชีวิตแล้ว ที่ฉันได้รู้จักกับผู้ชายคนหนึ่ง เธอไม่ใช่คนในครอบครัว เธอไม่ใช่เครือญาติ เธอไม่เคยมีพระคุณ หรือบุญคุณใดๆกับฉันมาก่อน แต่มันมีอะไรบางอย่าง ทำให้ฉันรู้สึกแปลกไปจากคนอื่น ฉันเองก็ยังไม่รู้ว่าคืออะไร และทำไม
ย้อนกลับไปนับแต่วินาทีแรก ฉันไม่ชอบเธอเลย มองเข้าไปในตาเธอ ฉันรู้สึกว่าเธอมีบางอย่าง ที่ฉันไม่สามารถเข้าถึงได้ รู้สึกว่าคนๆนี้ มีอะไรบางอย่างที่พิเศษ แต่เป็นสิ่งพิเศษที่ฉันยังไม่ควรเข้าไปใกล้ จึงพยายามหลีกเลี่ยงการพูดคุย การพบเจอ แต่หลายๆอย่างกลับตาลปัตร ทั้งๆที่ฉันไม่ชอบใจ แต่ทำไมฉันกลับอยากรู้เรื่องราวความเป็นมาของเธอให้มากขึ้น ค้นหาตัวตนว่าเธอเป็นใคร เธอเคยเจออะไรมา ทำไมแววตาของเธอมันถึงเป็นเช่นนั้น
พอฉันได้ค้นพบ มันกลับทำให้ใจฉันที่แข็งได้กับทุกคน มันเริ่มอ่อนลง มันไม่ใช่ความสงสาร ไม่ใช่ความเห็นใจ ฉันรู้เพียงแค่ว่าฉันต้องทำอะไรบางอย่าง เพื่อให้เธอคนนี้มีชีวิตที่ดี ดีกว่าที่เธอเคยเจอ เคยพบมา หรืออย่างน้อยให้มันเป็นประโยชน์ต่ออนาคตของเธอ แม้ในวันนั้น เธอไม่ได้สนใจในคำว่า "อนาคต" เลยก็ตาม
ฉันคอยสังเกต เฝ้าดูพฤติกรรมหลายๆอย่างของเธอ ชีวิตที่ติดแต่เพื่อน ฉันรู้ว่าทำไม ก็เพราะมีแค่เพื่อนเท่านั้นที่ทำให้เธอ "มีชีวิต" และ "มีคุณค่า" เธอเองจึงสามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างได้เพื่อเพื่อนของเธอ ตัวฉันเอง ไม่สามารถเข้าไปเติมเต็มในชีวิตของเธอได้ มันมีกำแพงที่ถูกตั้งขึ้นระหว่างเรา กำแพงที่เธอตั้งใจให้ฉันหันหลังกลับ แล้วเดินจากเธอไปซะ หลายๆครั้ง ฉันเดินตามทางที่เธอวางไว แต่สุดท้ายก็เป็นตัวฉันเอง ที่ไม่ยอมหันหลังกลับไป ฉันคงดิ้นรนพยายามสัมผัสผ่านกำแพงหนาๆนั้น เพื่อเพียงได้รู้ว่ามีอะไรที่ฉันสามารถทำให้เธอได้บ้าง มันอาจไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของเธอในช่วงเวลานั้น อาจไม่ได้ทำให้เธอมีความสุขอย่างสุดใจ อาจไม่ได้ทำให้เธอสบายใจอะไรได้มากนัก ฉันได้แต่เชื่อว่ามันจะต้องเป็นประโยชน์กับเธอในอนาคต เธอต้องเติบโต ชีวิตเธอต้องไม่ได้หยุดกับแค่ช่วงวัยรุ่นที่เที่ยวเล่น ใช้ชีวิตไปวันๆ เธอจะต้องกลายเป็นกำลังหลักของครอบครัวในอนาคต ไม่ว่าจะด้วยฐานะของลูกชายคนโต หรือด้วยความรัก ความห่วงใย ที่เธอมีให้ต่อแม่ พี่น้องของเธอก็ตาม
จากความเข้าใจในสิ่งที่เธอเป็น ความเข้ากันได้ การเรียนรู้นิสัย พฤติกรรม และความคิด หลายๆสิ่งที่เธอได้สอนฉัน ให้ฉันได้รู้จักการใช้ชีวิตที่ดี และที่แปลกเกินกว่าที่ฉันจะคิดหาเหตุผลมาได้ ฉันรู้สึกโล่ง สบายใจ ปลอดภัย และอบอุ่นใจทุกครั้งที่รู้ว่าเธอมีตัวตนอยู่ในชีวิตของฉัน และการมีกันและกัน ทั้งๆที่การกระทำที่เธอทำกับฉันมันไม่มีอะไรที่น่าจะทำให้เกิดความรู้สึกเหล่านั้นได้เลย ความรู้สึกพิเศษที่เกิดขึ้นกับเธอ ฉันควบคุมมันไม่ได้เลยสักนิดเดียว ทั้งๆ ที่ฉันก็รู้อยู่แก่ใจว่าฉันอาจต้องเจ็บปวด ทรมานกับความรู้สึกนี้ในสักวันหนึ่ง
สิ่งที่ฉันสามารถทำให้เธอมีชีวิตที่ดี ที่ไม่เดือดร้อนได้ มันมีเพียงแต่เรื่องเรียน เรื่องงาน แต่เรื่องทางจิตใจฉันทำได้ไม่ดีเลย ฉันมักทำให้เธออึดอัดใจเสมอๆ เพราะด้วยความเอาแต่ใจของฉันนั่นเอง
ตลอดช่วงชีวิตของฉัน ไม่มีอะไรที่ทำให้ฉันเจ็บปวด ทรมาน และเสียใจได้มากเท่ากับการที่เธอสั่งให้ฉันออกไปจากชีวิตเธอ และการที่เธอไม่เชื่อในตัวฉัน หลายครั้งนัก ที่เธออยากให้ฉันไปพ้นๆ จากเธอ ด้วยเหตุผลมากมายที่เธอให้ ทั้งว่าเธอเป็นคนไม่มีอนาคต เธอไม่พร้อมจะดูแลใคร เธอไม่อยากมีภาระ เธอเหนื่อยใจ เธอมีสิ่งที่สำคัญอีกมากที่ต้องทำ จริงๆฉันก็เข้าใจเธอนะ แต่ฉันก็ไม่สามารถหยุดยั้งความเจ็บปวดของตัวฉันได้เลย หลายๆสิ่ง หลายๆอย่างฉันได้บอกเธอไป แต่เธอหมดซึ่งความเชื่อมันกันและกันไปแล้ว ชีวิตที่ฉันขาดเธอทุกครั้ง มันทำให้ฉันต้องไปเจอกับเรื่องเลวร้าย เจอคนมาทำลายสิ่งสำคัญของชีวิต เจอความทรมานที่ต้องคิดถึงอย่างไม่มีวันสิ้นสุด ตัวฉันเองก็รู้ว่าเธอนั้นเคยทำในสิ่งที่ไม่ดี เคยทำร้ายจิตใจกันมาขนาดไหน แต่ฉันบอกได้เลย ว่าฉันไม่เคยเก็บเอามาทำร้ายความรู้สึกดีๆที่ฉันมีต่อเธอ เพราะอะไรนะหรือ ก็ความรู้สึกนี้มันเกิดขึ้นมาโดยปราศจากเหตุและผล ปราศจากที่มา มันไม่มีวันที่อะไรจะมาพังทลายมันลง แม้ว่าฉันจะถูกทำร้ายจิตใจมากแค่ไหนก็ตาม และที่ยิ่งกว่านั้น มันไม่มีอะไรเรื่องราวไหนๆ หรือคำพูดของใครๆ มีคุณค่ามากกว่าตัวตนของเธอ ต่อให้ปัญหามันหนักแค่ไหน มันไม่มีสิทธิมาทำร้ายความเป็นตัวตนของเธอที่มีอยู่ในใจฉัน เธอที่มีความสำคัญเหนือกว่าสิ่งใดๆพวกนั้น
ฉันเห็นชีวิตของเธอที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ ฉันก็สุขใจมากแล้ว ความฝันของเธอที่จะได้ทำอาชีพที่เธอรัก เธอได้ทำมันสำเร็จแล้ว ฉันดีใจที่เป็นส่วนเล็กๆส่วนหนึ่งที่ทำให้เธอได้ทำความฝันนี้สำเร็จ เธอมีความสุขในสิ่งที่เธอทำ เธอได้มีโอกาสใช้ความสามารถของเธอในการช่วยเหลือ และแก้ปัญหาให้กับใครหลายคน เธอสามารถมีอนาคตที่ดี สามารถดูแลแม่ และพี่น้องของเธอได้ ฉันดีใจ ที่ปลายทางสุดท้าย เธอจะเป็นคนที่มีคุณค่าต่อสังคมนี้อย่างมากแน่นอน ณ จุดนี้ ฉันถือว่าฉันทำสำเร็จแล้ว ในสิ่งที่ฉันเคยตั้งใจเอาไว้เมื่อสิบกว่าปีก่อน ต่อให้ฉันต้องจากไปตามความต้องการของเธอ ความห่วงความกังวลของฉันมันก็ลดลงไปมากแล้ว
แต่ฉันเขียนเรื่องราวเหล่านี้ขึ้นมาทำไม ทั้งๆที่ในวันนี้ ความเจ็บปวดและทรมานจากการที่เธอสั่งให้ฉันไปจากเธอ มันรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ มันไม่เคยจางหายลง มันไม่เคยหยุด ไม่มีสักวินาทีที่ไม่รู้สึก ความเข้มแข็งที่ฉันเคยมี มันหายไป ฉันหมดกำลังใจที่อยากจะทำสิ่งดีๆ ให้ใคร รอยยิ้มที่ฉันเคยมีอย่างสดใสให้กับใครๆ มันหายไป ฉันไม่รู้สึกถึงความมีตัวตน ชีวิตฉันมันสั่นคลอน จวนเจียนจะเสียสติได้ทุกเมื่อ แล้วฉันจะบันทึกเรื่องราวให้ตัวเองเจ็บมากขึ้นไปทำไม
ฉันต้องการย้ำเตือนตัวเอง เป็นเครื่องยืนยันกับตัวเอง ว่าต่อให้ฉันเจ็บปวดแค่ไหน ต่อให้ฉันต้องทรมาน ต่อให้เธอพยายามทำทำลายความสัมพันธ์นี้ลง หรือกำแพงของเธอจะหนาขึ้นมาทุกวัน ความห่างไกลที่เธอต้องการให้เกิด ต้องอยู่อย่างทรมานแบบไม่มีกันและกัน แต่สิ่งหนึ่งที่มันบริสุทธิ์ มันยังคงมีอยู่ ไม่มีวันจางหายหรือลดลงไปเลย แต่มันกลับชัดเจนมากขึ้นทุกวันๆ สิ่งที่มีมาตลอดสิบกว่าปีที่ผ่าน ฉันไม่อาจบอกได้ว่ามันเป็นสิ่งที่มีอยู่อย่างนิรันดร์ แต่มั่นใจได้ว่ามันคงอยู่ตราบเท่าที่ฉันยังคงหายใจ คือ "ฉันรักเธอ"
Niwa & Pupay
วันเสาร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2557
วันเสาร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2557
หวังของเธอ ฝันของฉัน รักของเรา
เราสองคนคบหากันด้วยความเข้าใจล้วนๆ
เราเปิดเผยความเป็นตัวตนของเราอย่างมากที่สุดต่อกัน ทั้งด้านที่ดี
และด้านมืดของเรา น่าแปลกที่เราต่างสามารถ “ยอมรับได้ซึ่งกันและกัน” ที่ต้องย้ำว่า
“รับได้” เป็นเพราะมันไม่ใช่ “อดทน” ความอดทน เป็นสิ่งที่ต้องกลั้นความรู้สึก
จำใจยอมรับด้วยความไม่เต็มใจ ดังนั้นวันหนึ่งมันจะมีจุดสูงสุด
ที่ไม่สามารถอดทนได้อีกต่อไป แต่หากเรารับได้ เราจะไม่ต้องทนอะไรทั้งนั้น
ไม่ว่าต่างฝ่ายจะเป็นอย่างไรก็ตาม
เธอตั้งความหวังกับความรักของเราเอาไว้สูงมาก อยากให้มันออกมาสมบูรณ์แบบ
และงดงาม ทั้งนี้ทั้งนั้นเราทั้งคู่ “ไว้ใจ” ซึ่งกันและกันเสมอ
ต่อให้ห่างไกลกันอย่างไร เราก็ยังคงรู้สึกเหมือนอยู่ใกล้กันตลอดเวลา
เธอวาดหวังอยากเป็นฮีโร่ของฉัน ให้ฉันรู้สึกปลอดภัย
และไม่กลัวอะไรในเวลาที่อยู่กับเธอ แม้ว่าโลกภายนอกแห่งความเป็นจริงจะโหดร้ายเพียงใด
เธอยากเป็นที่พึ่งพิง เป็นทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับฉัน ให้ฉันได้ภูมิใจเมื่อยามที่ได้เดินอยู่เคียงข้างเธอ
ไม่ใช่ภูมิใจแค่เพียงรูปลักษณ์ภายนอก
แต่เป็นเพราะด้วยภายในที่ลึกลงไปในจิตใจของเธอมันดีกว่านั้นมากมาย
ฉันฝันมาเสมอว่าสักวันหนึ่งฉันจะได้เดินเคียงข้างเธอในฐานะคนรักไปชั่วชีวิต
ยามเธอมีปัญหาอยากให้เธอได้นึกถึงฉันเป็นคนแรก มอบโอกาสให้ฉันได้ก้าวเข้าไปเป็นคนสำคัญที่จะร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเธอ
ให้ฉันได้เป็นกำลังใจให้เธอ และเป็นแรงสนับสนุนในทุกๆสิ่งที่เธออยากทำ หรือฝันใฝ่
ที่สำคัญให้เธอได้ภูมิใจว่ามีคนอย่างฉันเป็นคนรักของเธอ สำหรับฉันแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นเสียงเบาๆจากเธอ ข้อความที่เธอพูดคุยกลับมาหา
หรือการได้อยู่ใกล้ๆแม้จะไม่ได้พูดอะไรสักคำกันก็ตาม
มันก็ทำให้ฉันมีความสุขมากเกินกว่าที่ฉันฝันเป็นไหนๆแล้ว
เราต่างมองว่าแต่ละฝ่ายนั้นเป็นคนที่หาได้ยากในโลกใบนี้
อาจมีเพียงหนึ่งเดียวในโลกก็เป็นได้ ฉันดีใจที่เรารู้สึกตรงกันเช่นนี้
ขอบคุณเธอเหลือเกินที่ช่วยขัดเกลาตัวฉันให้มันดีขึ้น ให้ฉันได้เป็นคนที่เข้มแข็ง
เด็ดเดี่ยว มีเหตุมีผลมากขึ้น เธอยินยอมสละหลายๆสิ่ง หลายๆอย่างที่มีค่า เพื่อรักษาความรู้สึกของฉัน
เพื่อให้ฉันได้รู้สึกสบายใจในทุกๆเรื่อง
ขอบคุณที่เธอไม่เคยยอมปล่อยปัญหาให้ผ่านพ้นเกินวัน ความห่วงใยที่เธอมีให้ฉัน
การกระทำหลายๆอย่างที่เธอทำให้ มันทำให้ฉันรับรู้ได้ว่าเธอรักกันมากอย่างที่หาอะไรมาเปรียบไม่ได้เลยจริงๆ
รักที่ประกอบไปด้วย เข้าใจ เอาใจ ตามใจ หากกำหนดให้ "ใจ = A" นั่นก็แปลว่าเขียนประโยคสัญลักษณ์ได้เป็น 3A แต่เธอบอกว่า สิ่งที่เราสองคนมี เรามีแต่ "ความเข้าใจ" แปลว่าเรามีแค่ A เดียว เธอจึงเกิดคำถามขึ้่น เนื่องจากสิ่งที่ฉันได้พบเจอมาคือ "เอาใจ และ ตามใจ" มันคือ 2A แล้วจะบอกว่าการที่เราอยู่กับเธอจะมีความสุขอะไรมากมายกว่าที่ผ่านมาได้อย่างไร คำตอบของฉันอาจตอบไม่ได้ตรงๆ แต่คงอธิบายได้แต่เพียงว่า ฉันเห็นต่าง ฉันไม่เห็นด้วยที่จะให้น้ำหนักของทั้ง 3 อย่างนี้เป็น A เหมือนกัน เพราะนิยามของแต่ละคำมันช่างแตกต่างกัน ฉันมองว่ามันคือ A, B และ C มันให้ค่าไม่เท่ากัน ฉันให้น้ำหนักกับคำว่า "เข้าใจ" มากที่สุด เพราะมันหาได้ยาก เกิดขึ้นได้ยาก บนโลกนี้จะมีสักกี่คนยังไม่รู้เลย แต่สำหรับการ "เอาใจ" กับ "ตามใจ" มันหาได้ง่ายตามข้างถนน ทำให้มันมีค่าน้อยมากหากเทียบกับ "ความเข้าใจ" ที่มี จึงทำให้เกิดสมการ "เข้าใจ > เอาใจ + ตามใจ" เพราะเหตุนี้ฉันจึงมีความสุขมาก แม้ว่าเธอจะไม่ตามใจ ไม่เอาใจฉันก็ตาม
ขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้ฉันและเธอได้รักกัน ขอบคุณตัวฉันที่รักเธอ
และขอบคุณเธอที่รักฉันเช่นกัน
สุดที่รัก รักที่สุด
วันอาทิตย์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
เรื่องราวยาวๆของ "นูเน่" : จุดจบที่เลวร้าย
ขึ้นม.3 มา เราเลือกนั่งกับ 'อิแจ๊ค' เพื่อนตุ๊ดฮาๆคนหนึ่ง ที่สนิทกันตั้งแต่ตอนม.1 เรากลับไปนั่งกับเพื่อนผู้หญิงไม่ได้ เพราะเรื่องที่เราทรยศมิ้นท์ มานั่งกับเป้ (ความรู้สึกในตอนนั้นคือ ไม่น่าย้ายเลย ทำร้ายตัวเองไม่พอ ทำร้ายจิตใจเพื่อนด้วย) ก็เลยไม่มีหน้ากล้าไปขออยู่กับกลุ่มเพื่อนผู้หญิงอีก ทำเลที่แจ๊คเลือกดีมาก นับจากหลังห้องขึ้นมา 3 แถว ข้างหลังเป็น กอล์ฟ เด็ด เล็ก....และเป้ ตั้งแต่วันแรกที่หย่อนตูดลงไปนั่งที่เก้าอี้ เป้ก็ทักทายมาอย่างสนิทใจว่า "ทำไมมึงต้องมานั่งตรงนี้ ไปนั่งไกลๆกูได้มั้ย" ,,, เป็นมิตรมาก... แต่แน่นอน ด้วยความรั้นและหน้าด้าน จึงตอบกลับไป "กูจะนั่งกับอิแจ๊ค มันเลือกตรงนี้้ กูก็นั่งตรงนี้"
เรายังคงแข่งขันกันเรื่องคณิตเหมือนเดิม แต่เราคุย เล่นกันน้อยลงมาก มาก มาก มาก มาก แต่โทรศัพท์ ก็ยังคุยได้บ้าง บ้าง บ้าง บ้าง... พฤติกรรมการเรียนเป้เริ่มเปลี่ยนไป เป้ไม่ใส่ในอะไรกับการเรียน ไม่สน ไม่ค่อยมาโรงเรียน งานไม่ทำ เราก็บ้า ... บ้าทำ บ้าตามเก็บงาน บ้าทำทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งๆที่รู้ว่าเขาไม่ต้องการ จนเป้อึดอัดใจไม่ไหว เขาจึงบอกออกมาว่า "ถ้ามึงทำให้กู มึงต้องทำให้เพื่อนกูด้วย พวกนี้ ที่นั่งข้างกู มึงต้องทำทั้งหมด ไม่งั้น ไม่ต้องมาทำให้กู" ประกาศกร้าวต่อหน้าเพื่อนๆเหล่านั้นด้วย.....มันมีเพื่อนเกือบสิบคน ถ้าถามว่าทำมั้ย คนอย่างหนิวที่ไม่อ่อนข้อให้ใคร ไม่เคยยอมทำอะไรตามใจใคร ตอบเต็มปากเลยว่า "ทำ" หลายๆคนก็เลยสบายไป ข่าวนี้แพร่กระจายไปยังเพื่อนๆที่นั่งอยู่ไกลๆ หลายๆครั้งที่เวลาส่งงานใกล้จวนตัว พวกนั้นก็จะเดินมาหา แล้วบอกตรงๆเลยว่า "เราก็เพื่อนเป้นะ หนิวช่วยเราด้วย" แน่นอน ยินดีช่วยทุกคน ช่วงนั้น เป็นคนที่ใช้ google เก่งมาก พิมพ์งานไวมาก งาน art เป็นเลิศ จินตนาการล้ำเหลือ มันทำให้เราต้องสังเกตลักษณะงานของคนอื่นๆด้วย เพื่อที่เวลาทำให้พวกเขา จะได้ดูเหมือนว่า 'เขาเป็นคนทำมันเอง'
ช่วงนั้น ที่เรานั่งข้างแจ๊ค รอบๆตัวด้านหน้ามี 'ทิม' 'ซันเต๋อ' และ 'เบียร์' (หรือวู้ดดี้) เรามักคุยเล่นกันเสมอ จนเราเริ่มกลับไปกินข้าวกับเพื่อนๆผู้หญิงได้ โดยมีเพื่อนกลุ่มนี้เป็นตัวนำพาเราไป แต่....นะ คนอย่างหนิว มีเรื่องจนได้,, วันหนึ่งเราเล่นกับแก๊งนี้อยู่ แล้วเล่นอะไรกันท่าไหนไม่รู้ มือบอนไปตบหน้าวู้ดดี้เข้าอย่างจัง จนวู้ดดี้ร้องไห้ เราไม่ได้ตั้งใจ ขอโทษกันยกใหญ่ วู้ดดี้เองก็บอกว่าเจ็บ แต่ไม่ได้โกรธอะไร ระหว่างที่วูุ้ดดี้ไปล้างหน้า ก็เดินสวนกับ 'แจน' คนนี้เพื่อนผู้หญิงยกย่องกันมาก เพราะบ้านรวย ปากมาก เอาแต่ใจ รุนแรง ...เราไม่รู้ว่าวู้ดดี้กับแจนไปคุยกันยังไง ผลกลายเป็นแจนมาด่าเรารุนแรงว่าตบวุฒิทำไมๆ เราก็อธิบายแล้วว่าเล่นกัน แล้วเผลอ แจนก็ยังไม่ฟัง ด่าๆไม่มีหยุด เราก็เลยขึ้น สวนกลับแรงว่าแจนเสือก เรื่องมันจบไปแล้ว จะมายุ่งทำไม ไม่ได้รับรู้เรื่องราวอะไรด้วยเลย วิเศษอะไรนักหนา กลับไปดูตัวเองก่อน ,,, (ตอนนั้นเราไม่ได้หลุดปากเรื่องที่แจนหลอกเพื่อนทุกคนว่าเอารูปดาราวอนบินมาให้เพื่อนดู แล้วบอกว่าเป็นแฟนตัวเอง แถมยังแต่งเรื่องว่ามีพี่ฝาแฝด รวยล้นฟ้ามหาบรรลัย) ผลสรุปคือแจนโกรธ และสั่งเพื่อนผู้หญิงทุกคนเลิกคบเรา ... อิทธิพลของแจนมันมากกว่าเราอยู่แล้วสำหรับเพื่อนผู้หญิง ยิ่งเรามีเรื่องกับมิ้นท์มาก่อนทุกอย่างก็จบสิ้นกันหมด... เหลือแค่เพียง แจ๊ค ทิม ซันเต๋อ เบียร์ ที่กลับยังคงคุยกับเรา ช่วงเวลานั้นแย่สุดๆ เพื่อนผู้หญิงไม่มีใครสักคนเข้าใจ แถมยังด่าใส่พวกแจ๊ค พวกทิม ว่าเราเป็นแม่พวกมันหรือไง ถึงยังคุยอยู่ยังใช้ได้ (ช่วงนั้น เราฝากทิมซื้อน้ำ กับนม หรือซาลาเปาให้เราตลอด เราไม่ลงไปกินข้าว เพราะไม่มีเพื่อนนั่งกินด้วย มันอาย เลยขออยู่บนห้องเงียบๆคนเดียวดีกว่า)
หลังจากเจอเรื่องราวแบบนั้น ในช่วงเทอมสอง เราก็ได้ไปสนิทกับ 'กอล์ฟ' และ 'เด็ด' มากขึ้น เพราะมันยั่งอยู่ข้างหลังเรากับแจ๊คตรงๆ เลยหันไปคุยได้ง่าย สองคนนี้หัวดี ขยัน จะแตกต่างกับกลุ่มเพื่อนๆข้างต้นนั้นมากอยู่ เราสนิทกันมากขึ้น เริ่มไปไหนมาไหนกับสองคนนี้ิ ไปๆมาๆ ก็มีเพื่อนชื่อ 'ภูมิ' 'โหน่ง' และ 'นัทลิง' เพิ่มขึ้นมาอีก เราตั้งชื่อแก๊งเรากันว่า โจ๊กหมูใส่ไข่ ...มาจากอะไร จำไม่ได้ละ ใครเป็นคนตั้งก็จำไม่ได้เลย --" เริ่มจับกลุ่มทำรายงาน เริ่มไปกินข้าว หาอะไรหลังโรงเรียนกิน และรู้สึกว่าชีวิตเริ่มสนุกขึ้นเมื่อได้มาโรงเรียน ระหว่างนี้ เป้แทบไม่คุยกับเราเลย มองก็ยังไม่มอง แต่แปลกที่โทรศัพท์ไปก็ยังคุย ไม่นานนัก ก็มีข่าวว่าเป้ชอบรุ่นพี่คนหนึ่ง พี่เขาสวยมาก ขาว เด่น น่ารัก ไม่แปลกเลยที่เป้จะชอบ แต่ปัญหามันอยู่ที่ตัวเราเอง เลิกชอบเป้เขาไม่ได้สักที
ในเทอมสอง เกิดเหตุการณ์ที่เหี้ยที่สุดสำหรับเรากับเป้ ตอนนั้นคาบเรียนภาษาไทย ปลายๆคาบแล้ว เราจำได้ลางๆแค่ว่า เป้ให้เราเลิกยุ่ง เลิกทำงานอะไรสักอย่างให้เขา เราก็เถียงกลับ เถียงกันหนักไปๆมาๆ จนกลายเป็นเอาสิ่งที่อึดอัดใจอยากด่าออกมาพูด ทั้งเรื่องเราเอาแต่ใจ น่ารำคาญ เสือกกับเขามากเกินไป ไม่เลิกยุ่งกับเขาสักที จนถึงขั้นด่าพ่อด่าแม่กันเลยทีเดียว ช่วงที่ด่ากัน ด่าดังมาก เป็นช่วงที่อาจารย์บังคับให้ทุกคนท่องอาขยานพร้อมกันทั้งห้องดังๆ แต่เรากับเป้ ด่ากันอยู่ในเสียงอาขยานของเพื่อนๆ เป้โกรธจัด .....และเงื้อมือจะตบเรา.....ทุกอย่างในวินาทีนั้น เงียบสนิท ดับนิ่งไปเลย,,, (เรื่องจะตบ เป้มาเล่าทีหลังว่าคิดจะตบจริงๆ แต่ยั้งมือตัวเองไว้ทัน ไม่งั้น เราไม่เหลือแน่ เราก็เสียใจนะ ที่เขาเกลียด โกรธเราได้มากถึงขนาดนี้) ...นับจากวันนั้น เรากับเป้ ก็แทบไม่ค่อยได้คุยกันอีกเลย วาเลนไทน์ เราก็ยังดื้อด้าน ส่งหมอนหัวใจไปให้เขา แต่เขาไม่เอา เราเลยเอาไปทิ้งขยะ แต่ซันเต๋อเป็นคนเก็บกลับมาให้ และขอร้องให้เราเอากลับบ้านเถอะ อย่าทิ้งเลย....ทุกวันนี้ มันก็ยังอยู่บนหัวนอนที่บ้านของเรา
ในช่วงปิดเทอม วันหนึ่ง เรารวบรวมความกล้า แล้วถามเป้ออกไปว่า "มึงไม่ได้คิดอะไรกับกูเลยใช่ไหม" เป้ก็ตอบมาชัดเจนว่า "ไม่ ไม่คิด ไม่มีทาง" .....ทุกอย่างชัดเจนแล้ว จบแล้วนะสำหรับสิ่งที่เรียกได้เลยว่า 'รักครั้งแรก'
ในช่วงเทอมสองนั้นเราไม่รู้เลยว่า 'กอล์ฟ' ชอบเราอยู่ แล้วเขาก็เคยคุยกับเป้เรื่องเรา ว่าเขาจีบได้ไหม เป้ไม่ได้อะไรกับเราอยู่แล้ว ก็เลยไม่สนใจอะไร กอล์ฟเขาก็คุยๆไปเรื่อยๆโดยที่เราเองก็ไม่ได้รู้เรื่องด้วย จนอยู่ดีๆ เขาก็มาบอกเราว่าเขาชอบ แต่เราก็บอกกอล์ฟตรงๆ ว่าเรายังชอบเป้อยู่ กอล์ฟก็คงมีความพยายาม ตอนม.4 เรากับเป้แยกห้องกัน เราโดนย้ายไปห้อง 1 ส่วนเป้อยู่ห้อง 3 เราจึงไม่ได้คุยกันเลยแม้แต่นิดเดียว ทุกครั้งที่เห็นหน้าเขา เราก้เศร้าใจเสมอ จากคนที่เราอยู่ใกล้กันมาก มีความคิดหลายๆอย่างที่ตรงกันมาก ทุกครั้งที่ได้ออกความเห็น ได้เถียงกัน มันช่างสนุก และไม่มีใครทำแบบนี้ได้เลยสักคน กลับกลายมาเป็นคนที่...แค่เรามองหน้าเขา เขาห็เบือนหน้าหนี.....กลายเป็นแบบนั้นไป
เรายังคงแข่งขันกันเรื่องคณิตเหมือนเดิม แต่เราคุย เล่นกันน้อยลงมาก มาก มาก มาก มาก แต่โทรศัพท์ ก็ยังคุยได้บ้าง บ้าง บ้าง บ้าง... พฤติกรรมการเรียนเป้เริ่มเปลี่ยนไป เป้ไม่ใส่ในอะไรกับการเรียน ไม่สน ไม่ค่อยมาโรงเรียน งานไม่ทำ เราก็บ้า ... บ้าทำ บ้าตามเก็บงาน บ้าทำทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งๆที่รู้ว่าเขาไม่ต้องการ จนเป้อึดอัดใจไม่ไหว เขาจึงบอกออกมาว่า "ถ้ามึงทำให้กู มึงต้องทำให้เพื่อนกูด้วย พวกนี้ ที่นั่งข้างกู มึงต้องทำทั้งหมด ไม่งั้น ไม่ต้องมาทำให้กู" ประกาศกร้าวต่อหน้าเพื่อนๆเหล่านั้นด้วย.....มันมีเพื่อนเกือบสิบคน ถ้าถามว่าทำมั้ย คนอย่างหนิวที่ไม่อ่อนข้อให้ใคร ไม่เคยยอมทำอะไรตามใจใคร ตอบเต็มปากเลยว่า "ทำ" หลายๆคนก็เลยสบายไป ข่าวนี้แพร่กระจายไปยังเพื่อนๆที่นั่งอยู่ไกลๆ หลายๆครั้งที่เวลาส่งงานใกล้จวนตัว พวกนั้นก็จะเดินมาหา แล้วบอกตรงๆเลยว่า "เราก็เพื่อนเป้นะ หนิวช่วยเราด้วย" แน่นอน ยินดีช่วยทุกคน ช่วงนั้น เป็นคนที่ใช้ google เก่งมาก พิมพ์งานไวมาก งาน art เป็นเลิศ จินตนาการล้ำเหลือ มันทำให้เราต้องสังเกตลักษณะงานของคนอื่นๆด้วย เพื่อที่เวลาทำให้พวกเขา จะได้ดูเหมือนว่า 'เขาเป็นคนทำมันเอง'
ช่วงนั้น ที่เรานั่งข้างแจ๊ค รอบๆตัวด้านหน้ามี 'ทิม' 'ซันเต๋อ' และ 'เบียร์' (หรือวู้ดดี้) เรามักคุยเล่นกันเสมอ จนเราเริ่มกลับไปกินข้าวกับเพื่อนๆผู้หญิงได้ โดยมีเพื่อนกลุ่มนี้เป็นตัวนำพาเราไป แต่....นะ คนอย่างหนิว มีเรื่องจนได้,, วันหนึ่งเราเล่นกับแก๊งนี้อยู่ แล้วเล่นอะไรกันท่าไหนไม่รู้ มือบอนไปตบหน้าวู้ดดี้เข้าอย่างจัง จนวู้ดดี้ร้องไห้ เราไม่ได้ตั้งใจ ขอโทษกันยกใหญ่ วู้ดดี้เองก็บอกว่าเจ็บ แต่ไม่ได้โกรธอะไร ระหว่างที่วูุ้ดดี้ไปล้างหน้า ก็เดินสวนกับ 'แจน' คนนี้เพื่อนผู้หญิงยกย่องกันมาก เพราะบ้านรวย ปากมาก เอาแต่ใจ รุนแรง ...เราไม่รู้ว่าวู้ดดี้กับแจนไปคุยกันยังไง ผลกลายเป็นแจนมาด่าเรารุนแรงว่าตบวุฒิทำไมๆ เราก็อธิบายแล้วว่าเล่นกัน แล้วเผลอ แจนก็ยังไม่ฟัง ด่าๆไม่มีหยุด เราก็เลยขึ้น สวนกลับแรงว่าแจนเสือก เรื่องมันจบไปแล้ว จะมายุ่งทำไม ไม่ได้รับรู้เรื่องราวอะไรด้วยเลย วิเศษอะไรนักหนา กลับไปดูตัวเองก่อน ,,, (ตอนนั้นเราไม่ได้หลุดปากเรื่องที่แจนหลอกเพื่อนทุกคนว่าเอารูปดาราวอนบินมาให้เพื่อนดู แล้วบอกว่าเป็นแฟนตัวเอง แถมยังแต่งเรื่องว่ามีพี่ฝาแฝด รวยล้นฟ้ามหาบรรลัย) ผลสรุปคือแจนโกรธ และสั่งเพื่อนผู้หญิงทุกคนเลิกคบเรา ... อิทธิพลของแจนมันมากกว่าเราอยู่แล้วสำหรับเพื่อนผู้หญิง ยิ่งเรามีเรื่องกับมิ้นท์มาก่อนทุกอย่างก็จบสิ้นกันหมด... เหลือแค่เพียง แจ๊ค ทิม ซันเต๋อ เบียร์ ที่กลับยังคงคุยกับเรา ช่วงเวลานั้นแย่สุดๆ เพื่อนผู้หญิงไม่มีใครสักคนเข้าใจ แถมยังด่าใส่พวกแจ๊ค พวกทิม ว่าเราเป็นแม่พวกมันหรือไง ถึงยังคุยอยู่ยังใช้ได้ (ช่วงนั้น เราฝากทิมซื้อน้ำ กับนม หรือซาลาเปาให้เราตลอด เราไม่ลงไปกินข้าว เพราะไม่มีเพื่อนนั่งกินด้วย มันอาย เลยขออยู่บนห้องเงียบๆคนเดียวดีกว่า)
หลังจากเจอเรื่องราวแบบนั้น ในช่วงเทอมสอง เราก็ได้ไปสนิทกับ 'กอล์ฟ' และ 'เด็ด' มากขึ้น เพราะมันยั่งอยู่ข้างหลังเรากับแจ๊คตรงๆ เลยหันไปคุยได้ง่าย สองคนนี้หัวดี ขยัน จะแตกต่างกับกลุ่มเพื่อนๆข้างต้นนั้นมากอยู่ เราสนิทกันมากขึ้น เริ่มไปไหนมาไหนกับสองคนนี้ิ ไปๆมาๆ ก็มีเพื่อนชื่อ 'ภูมิ' 'โหน่ง' และ 'นัทลิง' เพิ่มขึ้นมาอีก เราตั้งชื่อแก๊งเรากันว่า โจ๊กหมูใส่ไข่ ...มาจากอะไร จำไม่ได้ละ ใครเป็นคนตั้งก็จำไม่ได้เลย --" เริ่มจับกลุ่มทำรายงาน เริ่มไปกินข้าว หาอะไรหลังโรงเรียนกิน และรู้สึกว่าชีวิตเริ่มสนุกขึ้นเมื่อได้มาโรงเรียน ระหว่างนี้ เป้แทบไม่คุยกับเราเลย มองก็ยังไม่มอง แต่แปลกที่โทรศัพท์ไปก็ยังคุย ไม่นานนัก ก็มีข่าวว่าเป้ชอบรุ่นพี่คนหนึ่ง พี่เขาสวยมาก ขาว เด่น น่ารัก ไม่แปลกเลยที่เป้จะชอบ แต่ปัญหามันอยู่ที่ตัวเราเอง เลิกชอบเป้เขาไม่ได้สักที
ในเทอมสอง เกิดเหตุการณ์ที่เหี้ยที่สุดสำหรับเรากับเป้ ตอนนั้นคาบเรียนภาษาไทย ปลายๆคาบแล้ว เราจำได้ลางๆแค่ว่า เป้ให้เราเลิกยุ่ง เลิกทำงานอะไรสักอย่างให้เขา เราก็เถียงกลับ เถียงกันหนักไปๆมาๆ จนกลายเป็นเอาสิ่งที่อึดอัดใจอยากด่าออกมาพูด ทั้งเรื่องเราเอาแต่ใจ น่ารำคาญ เสือกกับเขามากเกินไป ไม่เลิกยุ่งกับเขาสักที จนถึงขั้นด่าพ่อด่าแม่กันเลยทีเดียว ช่วงที่ด่ากัน ด่าดังมาก เป็นช่วงที่อาจารย์บังคับให้ทุกคนท่องอาขยานพร้อมกันทั้งห้องดังๆ แต่เรากับเป้ ด่ากันอยู่ในเสียงอาขยานของเพื่อนๆ เป้โกรธจัด .....และเงื้อมือจะตบเรา.....ทุกอย่างในวินาทีนั้น เงียบสนิท ดับนิ่งไปเลย,,, (เรื่องจะตบ เป้มาเล่าทีหลังว่าคิดจะตบจริงๆ แต่ยั้งมือตัวเองไว้ทัน ไม่งั้น เราไม่เหลือแน่ เราก็เสียใจนะ ที่เขาเกลียด โกรธเราได้มากถึงขนาดนี้) ...นับจากวันนั้น เรากับเป้ ก็แทบไม่ค่อยได้คุยกันอีกเลย วาเลนไทน์ เราก็ยังดื้อด้าน ส่งหมอนหัวใจไปให้เขา แต่เขาไม่เอา เราเลยเอาไปทิ้งขยะ แต่ซันเต๋อเป็นคนเก็บกลับมาให้ และขอร้องให้เราเอากลับบ้านเถอะ อย่าทิ้งเลย....ทุกวันนี้ มันก็ยังอยู่บนหัวนอนที่บ้านของเรา
ในช่วงปิดเทอม วันหนึ่ง เรารวบรวมความกล้า แล้วถามเป้ออกไปว่า "มึงไม่ได้คิดอะไรกับกูเลยใช่ไหม" เป้ก็ตอบมาชัดเจนว่า "ไม่ ไม่คิด ไม่มีทาง" .....ทุกอย่างชัดเจนแล้ว จบแล้วนะสำหรับสิ่งที่เรียกได้เลยว่า 'รักครั้งแรก'
ในช่วงเทอมสองนั้นเราไม่รู้เลยว่า 'กอล์ฟ' ชอบเราอยู่ แล้วเขาก็เคยคุยกับเป้เรื่องเรา ว่าเขาจีบได้ไหม เป้ไม่ได้อะไรกับเราอยู่แล้ว ก็เลยไม่สนใจอะไร กอล์ฟเขาก็คุยๆไปเรื่อยๆโดยที่เราเองก็ไม่ได้รู้เรื่องด้วย จนอยู่ดีๆ เขาก็มาบอกเราว่าเขาชอบ แต่เราก็บอกกอล์ฟตรงๆ ว่าเรายังชอบเป้อยู่ กอล์ฟก็คงมีความพยายาม ตอนม.4 เรากับเป้แยกห้องกัน เราโดนย้ายไปห้อง 1 ส่วนเป้อยู่ห้อง 3 เราจึงไม่ได้คุยกันเลยแม้แต่นิดเดียว ทุกครั้งที่เห็นหน้าเขา เราก้เศร้าใจเสมอ จากคนที่เราอยู่ใกล้กันมาก มีความคิดหลายๆอย่างที่ตรงกันมาก ทุกครั้งที่ได้ออกความเห็น ได้เถียงกัน มันช่างสนุก และไม่มีใครทำแบบนี้ได้เลยสักคน กลับกลายมาเป็นคนที่...แค่เรามองหน้าเขา เขาห็เบือนหน้าหนี.....กลายเป็นแบบนั้นไป
เรื่องราวยาวๆของ "นูเน่" : รอยร้าวค่อยๆแตก
หลังจากที่ได้รับรู้ความรู้สึกไป หลังจากนั้น เราเริ่มแสดงอาการมากขึ้น ทำอะไรให้มากเป็นพิเศษ (มากในที่นี้ รวมรายงาน ตามงาน อะไรหลายๆสิ่ง ส่วนเป้เองหลังจากที่รับรู้ความรู้สึกของเรา ก็เริ่มเปลี่ยนแปลงขึ้นเช่นกัน แต่เปลี่ยนไปในทิศที่ 'ตรงข้าม' กับเรานะ จากเดิม ที่ตอนเย็นๆเราจะไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด เป้ก็จะเลี่ยงๆไป เลิกเรียนปั๊บ ไปกับเพื่อนทันที ถึงความสนุกของเรายังคงมีอยู่ในระหว่างเรียน แต่เราก็รู้สึกได้ถึงความอึดอัดของเป้ที่เริ่มเกิดขึ้น เพื่อนๆเริ่มรับรู้กันบ้าง และถูกล้อเลียนบ้าง เราเองก็ใช่ว่าจะไม่อยากรู้นะว่าเขาคิด รู้สึกอย่างไร ...แต่ดูจากการกระทำมันก้ชัดเจนแล้วละ ^^" เกิดความรู้สึกกล้าๆกลัวๆที่จะโทรไปคุยกันอย่างที่เคยๆ เริ่มห่างกันมากขึ้น ตอนนั้นรู้สึกแค่เพียงว่า "ไม่น่าเลยเรา " แทนที่เราจะหยุดคิด ปล่อยวาง แต่พอยิ่งกดตัวเอง ก็กลายเป็นยิ่งค้นพบตัวเองมากขึ้น ..... ค้นพบอะไรหลายๆอย่างที่ทำให้เรารู้สึกชอบคนๆนี้
แต่สิ่งหลักๆที่ทำให้เรารู้สึกพิเศษมากๆ คือ เป้มีความคิด และเหตุผลหลายๆอย่างที่เหมือนผู้ใหญ่มาก การแสดงออกทางสายตา ท่าทาง การตัดสินใจเวลาเกิดเหตุการณ์สำคัญๆ เป้ทำได้ดีมาก ซึ่ง ..คล้ายกับพ่อเราเลย.. จุดนี้ละ ที่เป็นจุดอ่อนสำหรับเรา เพราะเขาเหมือนมาก จนน่าตกใจ ทำให้เราแพ้ทางเขาตลอด ซึ่งไม่มีใครทำได้มาก่อน (ก็เพราะเราเอาแต่ใจ หัวรุนแรง ไม่ยอมใคร วีน โวยวายไงละ!! ไม่ได้เก่งอะไรเลย)
ในเทอมสองช่วงกุมภาพันธ์...แน่นอน "วันวาเลนไทน์" ตอนนั้นหมวดวิชาภาษาอังกฤษรับจัดส่งดอกไม้ พี่ๆที่ทำรู้จักกันก็มาชวนว่าช่วยหน่อย 100 บาท ส่งให้ใครก็ได้เดี๋ยวไปส่งให้ ก็ไม่คิดอะไร ...ส่งๆไปละกัน เรื่องนี้่ มี อาจารย์ท่านหนึ่งรู้ เพราะเขาก็เป็นคนชวนให้ส่ง พอเป้ได้รับ ตอนนั้นเป็นวิชาที่อาจารย์กำลังสอนพอดี (ภาษาอังกฤษ) อาจารย์ก็ถามเป้ว่า "รู้ไหม ใครส่งมา " เป้ก็บอกว่าพอจะเดาได้ อาจารย์เลยบอกว่าไม่ขอบคุณเขาหน่อยหรอ ....เป้บอกว่า "ไม่จำเป็น เขาอยากจะส่งก็ส่ง ช่างเขาเป็นไร " .....นั่งอยู่ใกล้ๆ หน้าชาเลยเรา ช่วงนั้นเราใช้ชีวิตกันแบบอึนๆมาก เหมือนจะยังสนิทกัน แต่ก็มีอะไรบางอย่างกั้นอยู่ อันนี้เราคิดของเราเองคนเดียว เราเลยทุกข์ เราไม่รู้เลยว่าทางเป้คิดอย่างไร อาจอึดอัดใจกว่าเราก็เป็นได้ เพราะเป้ให้ความสำคัญกับคำว่า "เพื่อน" มากๆ เขาก็คงไม่อยากเสียเพื่อน และในทางเดียวกัน ก็คงไม่อยากให้เราคิดอะไรกับเขาไปมากกว่านั้น เพียงแต่เขายังไม่บอกออกมาเท่านั้นเอง
ตอนปิดเทอม เรามีโอกาสไปช่วยอาจารย์ขายชุดพละ ก็เลยยังพอที่จะได้เจอกันบ้าง ส่วนโทรศัพท์เราก็คุยกันบ้างประปราย โดยเป้เองก็คุยเหมือนเพื่อนปกติ เหมือนไม่เคยรับรู้ความรู้สึกอะไรของเรามาก่อนเลยในชีวิต ตัวเราเอง ก็คิด ก็มโน เริ่มรู้จักคำว่า "คิดถึง" รู้จักอาการ "หึง" เริ่มรู้จักความรู้สึกดีๆเวลาที่ได้คุยกับเขา เริ่มรู้สึกพิเศษในเวลาที่ได้ยินเสียงกัน...เริ่มเยอะ...มากขึ้น และมากขึ้น
มันน่าแปลกใจ ที่เป้ไม่เคยทำอะไรที่พิเศษกว่าเพื่อนทั่วๆไปให้เราเลย แต่ทำไม เรากลายเป็นแบบนี้ไปได้...ก็ไม่เข้าใจ
ช่วงปิดเทอมผ่านไป...เทอมใหม่ ม.3 กำลังเริ่มต้น ....แน่นอน เรากับเป้ ไม่ได้นั่งด้วยกันแล้ว ปีที่เลวร้ายที่สุดในความทรงจำกำลังจะมาถึง
แต่สิ่งหลักๆที่ทำให้เรารู้สึกพิเศษมากๆ คือ เป้มีความคิด และเหตุผลหลายๆอย่างที่เหมือนผู้ใหญ่มาก การแสดงออกทางสายตา ท่าทาง การตัดสินใจเวลาเกิดเหตุการณ์สำคัญๆ เป้ทำได้ดีมาก ซึ่ง ..คล้ายกับพ่อเราเลย.. จุดนี้ละ ที่เป็นจุดอ่อนสำหรับเรา เพราะเขาเหมือนมาก จนน่าตกใจ ทำให้เราแพ้ทางเขาตลอด ซึ่งไม่มีใครทำได้มาก่อน (ก็เพราะเราเอาแต่ใจ หัวรุนแรง ไม่ยอมใคร วีน โวยวายไงละ!! ไม่ได้เก่งอะไรเลย)
ในเทอมสองช่วงกุมภาพันธ์...แน่นอน "วันวาเลนไทน์" ตอนนั้นหมวดวิชาภาษาอังกฤษรับจัดส่งดอกไม้ พี่ๆที่ทำรู้จักกันก็มาชวนว่าช่วยหน่อย 100 บาท ส่งให้ใครก็ได้เดี๋ยวไปส่งให้ ก็ไม่คิดอะไร ...ส่งๆไปละกัน เรื่องนี้่ มี อาจารย์ท่านหนึ่งรู้ เพราะเขาก็เป็นคนชวนให้ส่ง พอเป้ได้รับ ตอนนั้นเป็นวิชาที่อาจารย์กำลังสอนพอดี (ภาษาอังกฤษ) อาจารย์ก็ถามเป้ว่า "รู้ไหม ใครส่งมา " เป้ก็บอกว่าพอจะเดาได้ อาจารย์เลยบอกว่าไม่ขอบคุณเขาหน่อยหรอ ....เป้บอกว่า "ไม่จำเป็น เขาอยากจะส่งก็ส่ง ช่างเขาเป็นไร " .....นั่งอยู่ใกล้ๆ หน้าชาเลยเรา ช่วงนั้นเราใช้ชีวิตกันแบบอึนๆมาก เหมือนจะยังสนิทกัน แต่ก็มีอะไรบางอย่างกั้นอยู่ อันนี้เราคิดของเราเองคนเดียว เราเลยทุกข์ เราไม่รู้เลยว่าทางเป้คิดอย่างไร อาจอึดอัดใจกว่าเราก็เป็นได้ เพราะเป้ให้ความสำคัญกับคำว่า "เพื่อน" มากๆ เขาก็คงไม่อยากเสียเพื่อน และในทางเดียวกัน ก็คงไม่อยากให้เราคิดอะไรกับเขาไปมากกว่านั้น เพียงแต่เขายังไม่บอกออกมาเท่านั้นเอง
ตอนปิดเทอม เรามีโอกาสไปช่วยอาจารย์ขายชุดพละ ก็เลยยังพอที่จะได้เจอกันบ้าง ส่วนโทรศัพท์เราก็คุยกันบ้างประปราย โดยเป้เองก็คุยเหมือนเพื่อนปกติ เหมือนไม่เคยรับรู้ความรู้สึกอะไรของเรามาก่อนเลยในชีวิต ตัวเราเอง ก็คิด ก็มโน เริ่มรู้จักคำว่า "คิดถึง" รู้จักอาการ "หึง" เริ่มรู้จักความรู้สึกดีๆเวลาที่ได้คุยกับเขา เริ่มรู้สึกพิเศษในเวลาที่ได้ยินเสียงกัน...เริ่มเยอะ...มากขึ้น และมากขึ้น
มันน่าแปลกใจ ที่เป้ไม่เคยทำอะไรที่พิเศษกว่าเพื่อนทั่วๆไปให้เราเลย แต่ทำไม เรากลายเป็นแบบนี้ไปได้...ก็ไม่เข้าใจ
ช่วงปิดเทอมผ่านไป...เทอมใหม่ ม.3 กำลังเริ่มต้น ....แน่นอน เรากับเป้ ไม่ได้นั่งด้วยกันแล้ว ปีที่เลวร้ายที่สุดในความทรงจำกำลังจะมาถึง
วันอาทิตย์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2557
เรื่องราวยาวๆของ "นูเน่" : รู้สึกตัวแล้วหรอ
วัยในตอนนั้นคือเพียง 14 ปี เป็นคนที่ไม่เคยใส่ใจกับคำว่า "ความรัก" และรู้สึกว่าตัวเองยังเด็กเกินไป ยังไม่นึกถึงว่าจะต้องมีคนรัก ต้องมีคู่ หรืออยากอยู่กับใครไปตลอดชีวิต กลับต้องมากระวนกระวาย คิดไม่ตก เมื่อเจอคำถามว่า "ชอบเขาหรือเปล่า",,, ทั้งๆที่ควรจะพูดคำตอบออกไปได้ในทันที.... เกิดอะไรขึ้นกับตัวเราเองนะ
ช่วงนั้น เป็นเอามาก.. กลับมาคิดทบทวนทุกอย่าง หาหลายๆอย่างมาประกอบกัน และเปรียบเทียบเขา กับเพื่อนผู้ชายคนอื่นๆ เปรียบยังไง ก็ไม่รู้สึกชัดเจนกับตัวเองเลยสักที มึนๆกับตัวเองแบบนี้อยู่เกือบอาทิตย์ ก็มาเจอเรื่อง surprise ขึ้นมา...
ตอนใกล้เลิกเรียน (อีกแล้ว) อยู่ๆเป้ก็ส่งสายตาแปลกๆมา เรากำลังยกเก้าอี้ แล้วก็บอกมาว่า...
เป้ : "มึงได้ยินป่ะ"
หนิว : "ได้ยินอะไรวะ"
เป้ : "ที่พวกกูคุยกันไง"
หนิว : "มีไรกันหรอ กูไม่ได้ฟัง"
((มารู้ทีหลัง ว่าเป้กับเพื่อนที่นั่งติดกันอยู่ข้างหลัง คุยกัน และคิดกันว่าเราน่าจะชอบเป้))
เป้ : "หรอ"
หนิว : ...
เป้ : "มึงชอบกูป่ะ"
หนิว : "มึงจะบ้าหรอ อะไรของมึงเนี่ย"
เป้ : "มึงไปคิดดูดีๆนะ ว่ามึงชอบกูหรือเปล่า"
หนิว : "อะไรของมึง ทำไมคิดแบบนี้เนี่ย"
เป้ : "เออ ไปคิดดีๆแล้วกัน"
...วันนั้นเป็นเย็นวันศุกร์ เรารีบกลับบ้านทันที ไม่มีการไปหาอะไรกินหลังโรงเรียนกันอย่างปกติที่เคยทำกัน
ปกติเสาร์อาทิตย์เรามักจะโทรหาคุยเล่นกัน สาระบ้าง ไร้สาระบ้าง แต่กลับเป็นอาทิตย์ที่เรา ไม่กล้าโทรไป รู้สึกกังวลใจ แปลกใจชอบกล ...จนโทรศัพท์ที่บ้านดังขึ้น แล้วแม่ตะโกนบอกว่า "หนิวเอ้ย...รับโทรศัพท์" ไม่ต้องเดาเลย ว่าปลายสายอีกฝากหน่ะ เป็นใคร
เป้ : "เป็นไงมึง"
หนิว : "อะไร"
เป้ : "มึงอบกูหรือเปล่า"
หนิว : "..."
เป้ : "มึงไปคิดให้ดีๆนะ อยู่กับกูมีความสุขเปล่า อยากอยู่ใกล้ๆกูเปล่า ทำไมถึงมานั่งกับกู"
หนิว : "กูไม่รู้"
เป้ : "ไปคิดดีๆ"
.....มันโทรมาเพื่อการนี้ แล้วก็วางไป ปล่อยเรางง และไม่สบายใจอยู่คนเดียว
เราไม่รู้จะทำยังไงดี ชีวิตนี้มีแต่เพื่อนผู้ชาย ตั้งแต่เพื่อนข้างบ้าน ชายล้วน 5 คน เราผู้หญิงคนเดียว เพื่อนประถมที่สนิท ก็ชายล้วน 7 คน เราผู้หญิงคนเดียวอีก การสนิทกับผู้ชายสำหรับเราจึงถือว่าเป็นเรื่องปกติ และมักตอบทุกๆคนได้ในทันทีว่า "ไม่ได้ชอบ" ...แต่กับคนนี้ ทำไมเป็นแบบนี้ ทำอะไรไม่ค่อยถูก เลยตัดสินใจลิสต์คำถามขึ้นมาเพื่อตอบตัวเอง และเปรียบเทียบกับเพื่อนผู้ชายคนอื่นๆ (เท่าที่จำได้)
- ถ้าเป็นเพื่อนผู้ชายคนอื่นขอให้เราไปนั่งด้วยข้างๆ เราจะไปมั้ย
- เรารู้สึกยังไงเวลาที่ได้อยู่ใกล้ๆเป้ พิเศษกว่าอยู่กับเพื่อนคนอื่นๆไหม
- สิ่งต่างๆที่เราทำให้ เราสามารถทำให้เพื่อนผู้ชายคนอื่นๆได้หรือเปล่า
- ถ้าเปลี่ยนจากเป้ เป็นคนอื่นแล้วไปไหนมาไหนด้วยกัน เราจะอยากไปไหม
- ถ้าเสาร์อาทิตย์ หรือวันหยุดไหนไม่ได้โทรหากัน เราจะ 'คิดถึง' เป้หรือเปล่า
- เราใส่ใจรายละเอียดของชีวิตเป้มากกว่าเพื่อนผู้ชายคนอื่นๆมั้ย
- เราจะรู้สึกยังไง หากเป้มีแฟน แล้วคนๆนั้น ไม่ใช่เรา
ระหว่างนั่น ได้นึกทบทวนหลายๆสิ่งที่เกี่ยวข้องระหว่างเขากับเรา เราเข้ากันได้ดีในเรื่องของความคิด และการคำนวณต่างๆ รวมทั้งอุปนิสัยของเป้ คล้ายคลึงกับพ่อของเรามาก เขามีเหตุมีผล มีความเป็นผู้ใหญ่ เวลาคิดอะไร จะคิดไกล และมองไกลเป็นสิบปีเลยทีเดียว รูปลักษณ์ภายนอกของเขา ที่สำหรับเรา เราว่าดูดี คือสูงมาก ผิวค่อนข้างคล้ำ หุ่นล่ำๆ แล้วพอตอบคำถามพวกนี้กับตัวเองแล้ว ...จึงได้รู้ว่าแตกต่างกับเพื่อนผู้ชายคนอื่นๆอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะคำถามสุดท้าย ทำเอาความรู้สึกตอนนั้นห่อเหี่ยว เสียใจ หดหู่มากเลย .... เอาแล้วสิ งานเข้าแล้วหนิว
คืนนั้นเป้โทรมาอีก เราคุยกันเรื่องทั่วๆไปอยู่พักนึง แล้วก็วนกลับมาถามเรื่องเดิม ....จะบ้าตาย ...สุดท้าย ก็ต้องบอกออกไปว่า ..."กุว่า กุก็ชอบมึงแหละ"...เราคือคนแรกที่รู้ใจตัวเอง เป้ก็คนที่สองที่รับรู้ความรู้สึกของเรา .....*0*
สำหรับเรื่องนี้ เราไม่ลืมว่าติดค้างเก๋อยู่ พอคุยกับเป้เสร็จ เราก็โทรไปบอกเก๋ทันที ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเรา เก๋ก็ได้แต่บอกกลับแค่ว่า "รู้ตัวสักทีนะยะแก"
...สำหรับคู่อื่นๆ อาจมองว่า เฮ้~~ จบแล้วปะเนี่ย ฟินแล้วละสิ!! ไม่ใช่เลย .... นี่คือสิ่งที่เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับหายนะของคำว่า 'เพื่อน' ที่กำลังจะตามมา
ช่วงนั้น เป็นเอามาก.. กลับมาคิดทบทวนทุกอย่าง หาหลายๆอย่างมาประกอบกัน และเปรียบเทียบเขา กับเพื่อนผู้ชายคนอื่นๆ เปรียบยังไง ก็ไม่รู้สึกชัดเจนกับตัวเองเลยสักที มึนๆกับตัวเองแบบนี้อยู่เกือบอาทิตย์ ก็มาเจอเรื่อง surprise ขึ้นมา...
ตอนใกล้เลิกเรียน (อีกแล้ว) อยู่ๆเป้ก็ส่งสายตาแปลกๆมา เรากำลังยกเก้าอี้ แล้วก็บอกมาว่า...
เป้ : "มึงได้ยินป่ะ"
หนิว : "ได้ยินอะไรวะ"
เป้ : "ที่พวกกูคุยกันไง"
หนิว : "มีไรกันหรอ กูไม่ได้ฟัง"
((มารู้ทีหลัง ว่าเป้กับเพื่อนที่นั่งติดกันอยู่ข้างหลัง คุยกัน และคิดกันว่าเราน่าจะชอบเป้))
เป้ : "หรอ"
หนิว : ...
เป้ : "มึงชอบกูป่ะ"
หนิว : "มึงจะบ้าหรอ อะไรของมึงเนี่ย"
เป้ : "มึงไปคิดดูดีๆนะ ว่ามึงชอบกูหรือเปล่า"
หนิว : "อะไรของมึง ทำไมคิดแบบนี้เนี่ย"
เป้ : "เออ ไปคิดดีๆแล้วกัน"
...วันนั้นเป็นเย็นวันศุกร์ เรารีบกลับบ้านทันที ไม่มีการไปหาอะไรกินหลังโรงเรียนกันอย่างปกติที่เคยทำกัน
ปกติเสาร์อาทิตย์เรามักจะโทรหาคุยเล่นกัน สาระบ้าง ไร้สาระบ้าง แต่กลับเป็นอาทิตย์ที่เรา ไม่กล้าโทรไป รู้สึกกังวลใจ แปลกใจชอบกล ...จนโทรศัพท์ที่บ้านดังขึ้น แล้วแม่ตะโกนบอกว่า "หนิวเอ้ย...รับโทรศัพท์" ไม่ต้องเดาเลย ว่าปลายสายอีกฝากหน่ะ เป็นใคร
เป้ : "เป็นไงมึง"
หนิว : "อะไร"
เป้ : "มึงอบกูหรือเปล่า"
หนิว : "..."
เป้ : "มึงไปคิดให้ดีๆนะ อยู่กับกูมีความสุขเปล่า อยากอยู่ใกล้ๆกูเปล่า ทำไมถึงมานั่งกับกู"
หนิว : "กูไม่รู้"
เป้ : "ไปคิดดีๆ"
.....มันโทรมาเพื่อการนี้ แล้วก็วางไป ปล่อยเรางง และไม่สบายใจอยู่คนเดียว
เราไม่รู้จะทำยังไงดี ชีวิตนี้มีแต่เพื่อนผู้ชาย ตั้งแต่เพื่อนข้างบ้าน ชายล้วน 5 คน เราผู้หญิงคนเดียว เพื่อนประถมที่สนิท ก็ชายล้วน 7 คน เราผู้หญิงคนเดียวอีก การสนิทกับผู้ชายสำหรับเราจึงถือว่าเป็นเรื่องปกติ และมักตอบทุกๆคนได้ในทันทีว่า "ไม่ได้ชอบ" ...แต่กับคนนี้ ทำไมเป็นแบบนี้ ทำอะไรไม่ค่อยถูก เลยตัดสินใจลิสต์คำถามขึ้นมาเพื่อตอบตัวเอง และเปรียบเทียบกับเพื่อนผู้ชายคนอื่นๆ (เท่าที่จำได้)
- ถ้าเป็นเพื่อนผู้ชายคนอื่นขอให้เราไปนั่งด้วยข้างๆ เราจะไปมั้ย
- เรารู้สึกยังไงเวลาที่ได้อยู่ใกล้ๆเป้ พิเศษกว่าอยู่กับเพื่อนคนอื่นๆไหม
- สิ่งต่างๆที่เราทำให้ เราสามารถทำให้เพื่อนผู้ชายคนอื่นๆได้หรือเปล่า
- ถ้าเปลี่ยนจากเป้ เป็นคนอื่นแล้วไปไหนมาไหนด้วยกัน เราจะอยากไปไหม
- ถ้าเสาร์อาทิตย์ หรือวันหยุดไหนไม่ได้โทรหากัน เราจะ 'คิดถึง' เป้หรือเปล่า
- เราใส่ใจรายละเอียดของชีวิตเป้มากกว่าเพื่อนผู้ชายคนอื่นๆมั้ย
- เราจะรู้สึกยังไง หากเป้มีแฟน แล้วคนๆนั้น ไม่ใช่เรา
ระหว่างนั่น ได้นึกทบทวนหลายๆสิ่งที่เกี่ยวข้องระหว่างเขากับเรา เราเข้ากันได้ดีในเรื่องของความคิด และการคำนวณต่างๆ รวมทั้งอุปนิสัยของเป้ คล้ายคลึงกับพ่อของเรามาก เขามีเหตุมีผล มีความเป็นผู้ใหญ่ เวลาคิดอะไร จะคิดไกล และมองไกลเป็นสิบปีเลยทีเดียว รูปลักษณ์ภายนอกของเขา ที่สำหรับเรา เราว่าดูดี คือสูงมาก ผิวค่อนข้างคล้ำ หุ่นล่ำๆ แล้วพอตอบคำถามพวกนี้กับตัวเองแล้ว ...จึงได้รู้ว่าแตกต่างกับเพื่อนผู้ชายคนอื่นๆอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะคำถามสุดท้าย ทำเอาความรู้สึกตอนนั้นห่อเหี่ยว เสียใจ หดหู่มากเลย .... เอาแล้วสิ งานเข้าแล้วหนิว
คืนนั้นเป้โทรมาอีก เราคุยกันเรื่องทั่วๆไปอยู่พักนึง แล้วก็วนกลับมาถามเรื่องเดิม ....จะบ้าตาย ...สุดท้าย ก็ต้องบอกออกไปว่า ..."กุว่า กุก็ชอบมึงแหละ"...เราคือคนแรกที่รู้ใจตัวเอง เป้ก็คนที่สองที่รับรู้ความรู้สึกของเรา .....*0*
สำหรับเรื่องนี้ เราไม่ลืมว่าติดค้างเก๋อยู่ พอคุยกับเป้เสร็จ เราก็โทรไปบอกเก๋ทันที ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเรา เก๋ก็ได้แต่บอกกลับแค่ว่า "รู้ตัวสักทีนะยะแก"
...สำหรับคู่อื่นๆ อาจมองว่า เฮ้~~ จบแล้วปะเนี่ย ฟินแล้วละสิ!! ไม่ใช่เลย .... นี่คือสิ่งที่เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับหายนะของคำว่า 'เพื่อน' ที่กำลังจะตามมา
วันเสาร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2557
เรื่องราวยาวๆของ "นูเน่" : คณิตฯมาคิดใกล้ๆ
1 พฤศจิกายน 2545 ม.2/3 เทอม 2
คุณเป้นั่งติดประตูหน้าห้อง หนิวนั่งถัดมาจากเป้....ใครเห็น ใครก็งง และคงคิดไปต่างๆนานา เราน่าจะโดนด่าโดนว่าอะไรลับหลังเยอะ แต่ช่างแม่ง อย่าให้ได้ยินเข้าหูเป็นพอ เพราะไม่มีใครรู้และเข้าใจว่าทำไมเราถึงย้ายมานั่งข้างกัน
ในเทอมนั้นถือว่าเป็นการเปิดหูเปิดตาเกี่ยวกับการคำนวณให้เราได้เป็นอย่างดีเลยละ ตั้งแต่เด็กเราไม่เคยรู้ตัวหรอกว่าเราชอบวิชาอะไร แต่เรารู้ว่าเลขเป็นวิชาที่เราทำคะแนนได้ดีที่สุด ตอนประถมจะได้ 99/100 ซะส่วนใหญ่ (ไม่ 100 สักที ง่ะ) พอมัธยมก็จะเต็มเกือบตลอด (โม้วปะละ) โดยกระบวนการคิดของเราจะเป็นไปตามทฤษฎีเป๊ะๆ ไม่เคยจับอะไรมั่วๆมาใส่ เพราะไม่มั่นใจ และไม่อยากให้มันผิด แต่พอมานั่งเรียนกับเป้ เราสังเกตได้ว่าเป้จะมีวิธีคิดที่แปลกกว่าคนอื่นๆ และแปลกจากทฤษฎีทั้งหลายที่เราเรียนกันมา แต่...ผลลัพธ์ของมัน...มันถูกเว้ยเฮ้ย!! เรารู้สึกโคตรงง และสนใจกระบวนการคิดของเป้มาก ด้วยความอยากรู้ เราจึงถามว่าทำอย่างไร หลายๆครั้งเป้เองก็ไม่ได้เข้าใจที่มาที่ไปของความคิดต่างๆเหล่านั้น เป้บอกได้เพียงแค่ว่า "กูรู้แค่ว่ามันสามารถเอามาทำแบบนี้ได้..." เราพยายามทำความเข้าใจ และคิดตามในสิ่งที่เขาคิด จึงได้รู้ว่า ไอ้ที่เขาคิด คือการพลิกแพลงเอาพวกทฤษฏีต่างๆที่มันเกี่ยวเนื่องกัน เอามาใช้รวมกัน รวมทั้งการสังเกต และความสงสัยในจุดต่างๆของเขา ทำให้เกิดวิธีลัดอะไรต่ออะไรมากมาย ถึงได้คำตอบที่ถูกต้อง ...ตอนนั้นบอกตรงๆว่าโคตรตื่นเต้นเลย ไม่คิดว่าจะมีใครคิดอะไรได้แบบนี้ เราไม่รู้คนอื่นสนใจมั้ย แต่เราสนใจมาก
หลังจากที่เรารู้ว่าเป้เอง ก็เก่งเรื่องการคิดคำนวณไม่แพ้กัน มันทำให้เรารู้สึกสนุก ท้าทาย และอยากเอาชนะมากๆ ทุกครั้งที่เรียนเลข เราสองคนจะยุกยิกๆ แข่งกันทำ เถียงกันไปเถียงกันมา ต่างคนต่างอยากเอาชนะเพือและให้อีกฝ่ายยอมรับว่าวิธีของตนดีที่สุด ถูกต้องที่สุด .... ณ จุดๆนี้ เพื่อนๆทั้งห้องแม่งคงรำคาญ เพราะเวลาอาจารย์ถามอะไรมาก็จะแย่งกันคิด และตอบเร็วๆ อาจารย์ที่สอนพวกเราตอนนั้นคือ อ.รุ่งนภา หลายๆครั้งที่เราเถียงกัน อาจารย์มักต้องหันมาบอกว่า "พวกแกนะถูกทั้งคู่ เลิกเถียงได้แล้ว มานี่ๆ เอานี่ไปคิดกันไปสองคน" ซึ่งก็จะทำให้เราสองคนเงียบได้แป๊บนึง ต่างคนต่างคิด พอได้คำตอบ ก็มาเถียงกันต่อ ..... ไม่มีอะไรมาหยุดยั้งของความอยากเอาชนะได้เลยสินะ!!
ช่วงเวลานั้น โคตรสนุกเลย ถึงเราจะเถียงกัน เอาชนะกัน แกล้งกัน แต่คงเพราะไม่เคยมีใครท้าทายเรา หรือไม่ยอมเรามาก่อน เราเริ่มสนิทกันมากขึ้นๆ ไปไหนมาไหนด้วยกันมากขึ้น เกือบทุกเย็นหลังเลิกเรียน เราจะมาซื้อขนมจีบร้านป้าหลังโรงเรียน 20 บาท แล้วก็น้ำเก๊กฮวย 5 บาท ร้านประจำ มานั่งกินกันริมคลอง หรือหน้าห้องสมุด ทำตัวก็เหมือนกับเพื่อนสนิททั่วๆไปไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้น ตอนวันเกิด เป้ก็เกรียนให้ที่วัดส่วนสูงเป็นของขวัญให้เรา ((โคตรจะ sad)) แต่ตอนหลัง ก็เอาตุ๊กตาทหารอากาศมาให้ เพราะว่าช่วงวัยนั้น เราอยากเป็นนักบินมากๆเลย มันเท่ห์มาก ทุกวันนี้เรายังเก็บไว้อย่างดี มองเห็นอยู่ทุกวัน ^^
จนวันหนึ่ง เก๋ ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทเป้อีกคน มาบอกกับเราตอนเลิกเรียนว่า "หนิวเลิกเรียนแล้วอยู่คุยกับเก๋แป๊บนึงนะ มีเรื่องอยากปรึกษา" ตอนนั้นเราก็งงๆว่ามีอะไร แต่ก็อยู่คุย เพราะเราไม่ได้มีธุระอะไรอยู่แล้ว
เก๋ : หนิวเก๋ขอถามอะไรที่มันละเอียดอ่อนหน่อย
หนิว : มีไรหรอเจ้ (เราเรียกเก๋แบบนี้ เพราะทุกครั้งที่คุย เรารู้สึกเหมือนคุยกับพี่สาวมากกว่าคุยกับเพื่อน)
เก๋ : หนิว...หนิวชอบเป้มั้ย
หนิว : หา ~~~~ (สตั๊นๆ งงๆ ว่าทำไมถึงถามเรื่องนี้)
เก๋ : คือ ถ้าไม่ได้ชอบ เก๋ก็ว่าเก๋ควงเป้หน่อยนะ อยากจะแกล้งคน
หนิว : ก็...แล้วแต่จิ เป้มันก็คงให้ควงแหละ มันก็สนิทกะเจ้ดี
เก๋ : แต่หนิวไม่ได้ชอบใช่มั้ย กลัวควงไป แล้วหนิวมาคิดมาก
หนิว : หนิวไม่รู้หรอก แล้วแต่เจ้กะเป้เถอะ
เก๋ : คิดๆดีๆนะ เก๋ควงจริงๆนะ
หนิว : ...
ตอนนั้นรู้สึกงงๆกับตัวเอง ..ไม่เคยคิดถึงเรื่องแบบนี้มาก่อน ไม่เคยชอบใคร ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองจะมีความรัก ก็แค่นั่งด้วยกัน สนิทกัน ก็ดูเป็นเพื่อนกันปกติไม่ใช่หรอ.. แต่พอถูกถามมา กลับรู้สึกแปลกๆ และงงๆ ว่าทำไมเก๋ถึงคิดว่าเราจะชอบนะ และเราทำไมถึงตอบไม่ได้ว่าชอบหรือไม่ชอบ ทั้งๆที่มันน่าจะง่ายมาก
รู้เพียงแค่ว่า เราต้องหาคำตอบให้กับตัวเองให้ได้ เราต้องไม่มีความรู้สึกที่ไม่เด็ดขาดแบบนี้....งานกำลังจะเข้า
คุณเป้นั่งติดประตูหน้าห้อง หนิวนั่งถัดมาจากเป้....ใครเห็น ใครก็งง และคงคิดไปต่างๆนานา เราน่าจะโดนด่าโดนว่าอะไรลับหลังเยอะ แต่ช่างแม่ง อย่าให้ได้ยินเข้าหูเป็นพอ เพราะไม่มีใครรู้และเข้าใจว่าทำไมเราถึงย้ายมานั่งข้างกัน
ในเทอมนั้นถือว่าเป็นการเปิดหูเปิดตาเกี่ยวกับการคำนวณให้เราได้เป็นอย่างดีเลยละ ตั้งแต่เด็กเราไม่เคยรู้ตัวหรอกว่าเราชอบวิชาอะไร แต่เรารู้ว่าเลขเป็นวิชาที่เราทำคะแนนได้ดีที่สุด ตอนประถมจะได้ 99/100 ซะส่วนใหญ่ (ไม่ 100 สักที ง่ะ) พอมัธยมก็จะเต็มเกือบตลอด (โม้วปะละ) โดยกระบวนการคิดของเราจะเป็นไปตามทฤษฎีเป๊ะๆ ไม่เคยจับอะไรมั่วๆมาใส่ เพราะไม่มั่นใจ และไม่อยากให้มันผิด แต่พอมานั่งเรียนกับเป้ เราสังเกตได้ว่าเป้จะมีวิธีคิดที่แปลกกว่าคนอื่นๆ และแปลกจากทฤษฎีทั้งหลายที่เราเรียนกันมา แต่...ผลลัพธ์ของมัน...มันถูกเว้ยเฮ้ย!! เรารู้สึกโคตรงง และสนใจกระบวนการคิดของเป้มาก ด้วยความอยากรู้ เราจึงถามว่าทำอย่างไร หลายๆครั้งเป้เองก็ไม่ได้เข้าใจที่มาที่ไปของความคิดต่างๆเหล่านั้น เป้บอกได้เพียงแค่ว่า "กูรู้แค่ว่ามันสามารถเอามาทำแบบนี้ได้..." เราพยายามทำความเข้าใจ และคิดตามในสิ่งที่เขาคิด จึงได้รู้ว่า ไอ้ที่เขาคิด คือการพลิกแพลงเอาพวกทฤษฏีต่างๆที่มันเกี่ยวเนื่องกัน เอามาใช้รวมกัน รวมทั้งการสังเกต และความสงสัยในจุดต่างๆของเขา ทำให้เกิดวิธีลัดอะไรต่ออะไรมากมาย ถึงได้คำตอบที่ถูกต้อง ...ตอนนั้นบอกตรงๆว่าโคตรตื่นเต้นเลย ไม่คิดว่าจะมีใครคิดอะไรได้แบบนี้ เราไม่รู้คนอื่นสนใจมั้ย แต่เราสนใจมาก
หลังจากที่เรารู้ว่าเป้เอง ก็เก่งเรื่องการคิดคำนวณไม่แพ้กัน มันทำให้เรารู้สึกสนุก ท้าทาย และอยากเอาชนะมากๆ ทุกครั้งที่เรียนเลข เราสองคนจะยุกยิกๆ แข่งกันทำ เถียงกันไปเถียงกันมา ต่างคนต่างอยากเอาชนะเพือและให้อีกฝ่ายยอมรับว่าวิธีของตนดีที่สุด ถูกต้องที่สุด .... ณ จุดๆนี้ เพื่อนๆทั้งห้องแม่งคงรำคาญ เพราะเวลาอาจารย์ถามอะไรมาก็จะแย่งกันคิด และตอบเร็วๆ อาจารย์ที่สอนพวกเราตอนนั้นคือ อ.รุ่งนภา หลายๆครั้งที่เราเถียงกัน อาจารย์มักต้องหันมาบอกว่า "พวกแกนะถูกทั้งคู่ เลิกเถียงได้แล้ว มานี่ๆ เอานี่ไปคิดกันไปสองคน" ซึ่งก็จะทำให้เราสองคนเงียบได้แป๊บนึง ต่างคนต่างคิด พอได้คำตอบ ก็มาเถียงกันต่อ ..... ไม่มีอะไรมาหยุดยั้งของความอยากเอาชนะได้เลยสินะ!!
ช่วงเวลานั้น โคตรสนุกเลย ถึงเราจะเถียงกัน เอาชนะกัน แกล้งกัน แต่คงเพราะไม่เคยมีใครท้าทายเรา หรือไม่ยอมเรามาก่อน เราเริ่มสนิทกันมากขึ้นๆ ไปไหนมาไหนด้วยกันมากขึ้น เกือบทุกเย็นหลังเลิกเรียน เราจะมาซื้อขนมจีบร้านป้าหลังโรงเรียน 20 บาท แล้วก็น้ำเก๊กฮวย 5 บาท ร้านประจำ มานั่งกินกันริมคลอง หรือหน้าห้องสมุด ทำตัวก็เหมือนกับเพื่อนสนิททั่วๆไปไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้น ตอนวันเกิด เป้ก็เกรียนให้ที่วัดส่วนสูงเป็นของขวัญให้เรา ((โคตรจะ sad)) แต่ตอนหลัง ก็เอาตุ๊กตาทหารอากาศมาให้ เพราะว่าช่วงวัยนั้น เราอยากเป็นนักบินมากๆเลย มันเท่ห์มาก ทุกวันนี้เรายังเก็บไว้อย่างดี มองเห็นอยู่ทุกวัน ^^
จนวันหนึ่ง เก๋ ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทเป้อีกคน มาบอกกับเราตอนเลิกเรียนว่า "หนิวเลิกเรียนแล้วอยู่คุยกับเก๋แป๊บนึงนะ มีเรื่องอยากปรึกษา" ตอนนั้นเราก็งงๆว่ามีอะไร แต่ก็อยู่คุย เพราะเราไม่ได้มีธุระอะไรอยู่แล้ว
เก๋ : หนิวเก๋ขอถามอะไรที่มันละเอียดอ่อนหน่อย
หนิว : มีไรหรอเจ้ (เราเรียกเก๋แบบนี้ เพราะทุกครั้งที่คุย เรารู้สึกเหมือนคุยกับพี่สาวมากกว่าคุยกับเพื่อน)
เก๋ : หนิว...หนิวชอบเป้มั้ย
หนิว : หา ~~~~ (สตั๊นๆ งงๆ ว่าทำไมถึงถามเรื่องนี้)
เก๋ : คือ ถ้าไม่ได้ชอบ เก๋ก็ว่าเก๋ควงเป้หน่อยนะ อยากจะแกล้งคน
หนิว : ก็...แล้วแต่จิ เป้มันก็คงให้ควงแหละ มันก็สนิทกะเจ้ดี
เก๋ : แต่หนิวไม่ได้ชอบใช่มั้ย กลัวควงไป แล้วหนิวมาคิดมาก
หนิว : หนิวไม่รู้หรอก แล้วแต่เจ้กะเป้เถอะ
เก๋ : คิดๆดีๆนะ เก๋ควงจริงๆนะ
หนิว : ...
ตอนนั้นรู้สึกงงๆกับตัวเอง ..ไม่เคยคิดถึงเรื่องแบบนี้มาก่อน ไม่เคยชอบใคร ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองจะมีความรัก ก็แค่นั่งด้วยกัน สนิทกัน ก็ดูเป็นเพื่อนกันปกติไม่ใช่หรอ.. แต่พอถูกถามมา กลับรู้สึกแปลกๆ และงงๆ ว่าทำไมเก๋ถึงคิดว่าเราจะชอบนะ และเราทำไมถึงตอบไม่ได้ว่าชอบหรือไม่ชอบ ทั้งๆที่มันน่าจะง่ายมาก
รู้เพียงแค่ว่า เราต้องหาคำตอบให้กับตัวเองให้ได้ เราต้องไม่มีความรู้สึกที่ไม่เด็ดขาดแบบนี้....งานกำลังจะเข้า
วันศุกร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2557
First Love Life
ครูเป้ลาออกจากงานแล้ว
+++++++++++++++++++
เราถือว่าเป็นข่าวดี ...ไม่ใช่เราสนับสนุนให้คุณเป้ขี้เกียจนะ แต่เราไม่อยากให้เป้ต้องไปทนทรมานกับสิ่งที่มันไม่ยุติธรรมกับชีวิตของเขา ทำงานเต็มที่ ทำด้วยใจ ให้เกินร้อย แต่ถูกด่าเสียเทเสีย กล่าวหาว่าร้ายในสิ่งที่เขาไม่ได้ทำ ใช้ชีวิตอย่างเครียดๆ ไม่มีความสุขกับการทำงานเพราะคน สุขภาพจิตจะแย่เปล่าๆ แถมสุขภาพกายจะแย่หนักตาม พักผ่อนก่อนสักพัก เติมพลัง เติมใจแล้วก็ลุยต่อนะ หนิวจะอยู่ข้างๆ ช่วยเหลือ และสนับสนุนในสิ่งที่พอจะช่วยได้เสมอ
+++++++++++++++++++
Pupay's Vacation
+++++++++++++++++++
คุณเป้มาพักอยู่ด้วย 5 วันเต็ม ...ไม่อยากจะโม้ว่าอาหารการกินดีมาก อิ่ม (จัดหนัก) ทุกมื้อ โดยไม่ต้องไปร้านอาหารที่ไหนเลย ฝืมือคุณเป้เนี่ยละ ที่สุดแล้วววว ...มาไล่เรียงเมนูกันว่าน่าหม่ำแค่ไหน
*********
กุ้งอบวุ้นเส้น : ด้วยโลโบ้ สุดยอดแห่งผงปรุงรสสูตรสำเร็จชั้นเยี่ยม ใช้น้ำมันพืชแทนไขมันสัตว์ ใส่วุ้นเส้น โรยผงโลโบ้ แล้วก็เอากุ้งสดตัวโตใส่ลงไป อบๆๆๆๆๆ ปิ๊ง ~~ เหยดโด้ตาโตอร่อยสาดดดด

*********
ข้าวผัดหมู ... ความพิเศษอยู่ที่ คุณเป้ใส่ผงกะหรี่ลงไปด้วย ทำให้มีความหอมอีกแบบ แล้วรสชาติก็ออกมาอีกแบบ ที่จริงใส่มะเขือเทศกับหัวหอมใหญ่ลงไปเยอะมาก แต่คุณเป้ละเลงเละซะจนแยกไม่ออก ...เราก็เลยได้กินผัก 55
ถึงยังไง ก็ยอมรับว่าอร่อยมาก ไม่เคยกินรสแบบนี้มาก่อน ชอบมากเลอ
*********
ไข่ตุ๋น ~~ โอยยยย อร่อยยยย ชอบบบบบ หอมมมมม ยอดเยี่ยมกระเทียมเป้!!!!!!!! มันอร่อยมาก เหมือนไม่มีอะไร แต่มันมีอะไร ....???? มันมีกระเทียมเจียวไง!!! มันมีรสเค็ม ความหอม ของกระเทียมเจียวออกมาด้วย แถมไข่ก็เนื้อเนียนมาก อย่างกะเต้าหู้แหน่ะ ((เต้าหู้ผักของ CP ยังเนียนไม่เท่าเลย)) คุณเป้บอกว่า ไม่ว่าถ้วยจะใหญ่แค่ไหน ตูดโค้งแค่ไหน ให้ใส่ไข่ครึ่งชามล่าง น้ำครึ่งชามบน แค่นั้น...จบ
เสริมๆๆ ถ้าอยากให้เข้มข้น เนียนอีกรส คุณเป้ให้เปลี่ยนจากน้ำเป็นนม....สงสัยต้องลอง
*********
หมูผัดผงกะหรี่ ...เฮ้...ใส่พริกเผาด้วยนะเธอ จริงๆมันก็อร่อยแหละ แต่บังเอิญมันเสิร์ฟพร้อมไข่ตุ๋น....เราเลยกินแต่ไข่ตุ๋นเพลินเลย แหะๆ
แต่จานนี้ก็หอมฉุย หอมทั้งพริกเผาและผงกะหรี่ มันเข้ากันดีแท้

*********
แกงจืดหมูสับ เต้าหู้ สาหร่าย.....ได้มองแค่รูป ไม่รู้ละสิว่า "โคตรอร่อย" แค่ไหน
คุณเป้ใช้กระเทียมเจียวมาเป็นเคล็ดลับอีกแล้ว ให้เราทดลองชิมน้ำตั้งแต่ต้มเฉพาะเนื้อ ...ใส่สาหร่าย...ใส่เครื่องปรุงรส...และใส่กระเทียมเจียว สุดยอด!! อ๊อดๆ!!!
*********
ผัดวุ้นเส้น..จานนี้ที่คุณเป้ Fail เพราะ Feedback กลับไม่ค่อยดี (feedback จาก facebook) เพราะหน้าตาเละๆไม่ค่อยน่ารับทาน แต่จริงๆ เราว่าก็ดีกว่าที่เราทำนะ เส้นออกเละไปหน่อยเพราะใส่น้ำเยอะไป ไม่เป็นไรนะ ไว้แก้มือใหม่ เค้าจะรอชิมให้ ^_^
*********
ผัดผักกาดขาวน้ำมันหอย ...เมนูสุขภาพ ไม่เคยกินผัดผักกาด และก็ไม่รู้ด้วยว่าน้ำมันจะฉ่ำขนาดนี้...ฉ่ำเกิ๊นนนน ให้รสที่แปลก เพราะน้ำมีความเค็มของน้ำมันหอย แต่ผักกลับหวาน พอกินพร้อมกันมันให้รสที่โอเคเลยละ ...ถ้ามีเนื้อสัตว์สักอย่างใส่ลงไป ก็น่าจะดี อิอิ
*********
ผัดฟักทอง (ลืมอัพ) ฟักทองล้วนๆเลย ไร้อะไรเจือปน ปกติพ่อเราจะชอบกินมาก แต่พ่อหาที่ถูกปากไม่ค่อยได้ เพราะพ่อชอบแบบไม่เละ และไม่แข็งเกิน แต่ร้านส่วนใหญ่มักจะทำเละไปเลย ไม่ก็แข็งมากๆ เราว่าเมนูนี้เป้ทำออกมาน่าจะเป็นแบบที่พ่อชอบนะ มันกำลังพอดี รสชาดก็ดี รสออกหวาน แต่เราก็ไม่ได้สังเกตว่าปรุงรสอะไรยังไงบ้าง ... อยากให้พ่อได้ลองกินจัง น่าจะดี ^^
*********
ลาบหมู...อู้หูวว โลโบ้ทำได้ทุกสิ่ง จนอยากจะไปเป็นพรีเซนเตอร์เลยทีเดียว เราเองก็เคยจะกินลาบมาบ้าง (เพรส ขนมปังแท่งรสลาบ :D) แต่จานนี้เป้ตั้งใจจัดให้ก็ต้องลอง มันมีรสออกเปรี้ยวนำ ...แต่ตอนหลังใส่น้ำปลาเพิ่ม เลยออกเค็มมาด้วย แต่เป้บอกว่ารสจริงๆจะต้องออกเปรี้ยวกับเค็ม เพราะคนอิสานเขาจะกินรสนี้ เราทำได้แต่จำเอาไว้ ว่ารสที่อร่อยหน่ะเป็นยังไง ...ปกติไม่กินเผ็ด แต่เป้ทำเสร็จ...กินได้หมดแหละ ฮิ้วๆๆ
+++++++++++++++++++
เราถือว่าเป็นข่าวดี ...ไม่ใช่เราสนับสนุนให้คุณเป้ขี้เกียจนะ แต่เราไม่อยากให้เป้ต้องไปทนทรมานกับสิ่งที่มันไม่ยุติธรรมกับชีวิตของเขา ทำงานเต็มที่ ทำด้วยใจ ให้เกินร้อย แต่ถูกด่าเสียเทเสีย กล่าวหาว่าร้ายในสิ่งที่เขาไม่ได้ทำ ใช้ชีวิตอย่างเครียดๆ ไม่มีความสุขกับการทำงานเพราะคน สุขภาพจิตจะแย่เปล่าๆ แถมสุขภาพกายจะแย่หนักตาม พักผ่อนก่อนสักพัก เติมพลัง เติมใจแล้วก็ลุยต่อนะ หนิวจะอยู่ข้างๆ ช่วยเหลือ และสนับสนุนในสิ่งที่พอจะช่วยได้เสมอ
+++++++++++++++++++
Pupay's Vacation
+++++++++++++++++++
คุณเป้มาพักอยู่ด้วย 5 วันเต็ม ...ไม่อยากจะโม้ว่าอาหารการกินดีมาก อิ่ม (จัดหนัก) ทุกมื้อ โดยไม่ต้องไปร้านอาหารที่ไหนเลย ฝืมือคุณเป้เนี่ยละ ที่สุดแล้วววว ...มาไล่เรียงเมนูกันว่าน่าหม่ำแค่ไหน
*********
กุ้งอบวุ้นเส้น : ด้วยโลโบ้ สุดยอดแห่งผงปรุงรสสูตรสำเร็จชั้นเยี่ยม ใช้น้ำมันพืชแทนไขมันสัตว์ ใส่วุ้นเส้น โรยผงโลโบ้ แล้วก็เอากุ้งสดตัวโตใส่ลงไป อบๆๆๆๆๆ ปิ๊ง ~~ เหยดโด้ตาโตอร่อยสาดดดด

*********
สปาเกตตี้ซอสมะเขือเทศ + เครื่องเคียงหอมทอด เมนูนี้หนูหนิวจัดเอง พอดีเคยทำมาก่อน ก็แบบ...อยากโชว์บ้างไรบ้าง แต่พอดี...คุณเป้ช่วยปรุง...รสออกมาอย่างหวานนนนน (หวานจริงๆ น้ำตาลไม่ยั้ง ไม่เกี่ยวก่าฟามรักไรเลอ) แต่ว่าจานนี้ ถ้าไปนั่งร้านอาหารละก็ มีขั้นต่ำ 90-120 แน่นอน อิอิ*********
ข้าวผัดหมู ... ความพิเศษอยู่ที่ คุณเป้ใส่ผงกะหรี่ลงไปด้วย ทำให้มีความหอมอีกแบบ แล้วรสชาติก็ออกมาอีกแบบ ที่จริงใส่มะเขือเทศกับหัวหอมใหญ่ลงไปเยอะมาก แต่คุณเป้ละเลงเละซะจนแยกไม่ออก ...เราก็เลยได้กินผัก 55
ถึงยังไง ก็ยอมรับว่าอร่อยมาก ไม่เคยกินรสแบบนี้มาก่อน ชอบมากเลอ
*********
ไข่ตุ๋น ~~ โอยยยย อร่อยยยย ชอบบบบบ หอมมมมม ยอดเยี่ยมกระเทียมเป้!!!!!!!! มันอร่อยมาก เหมือนไม่มีอะไร แต่มันมีอะไร ....???? มันมีกระเทียมเจียวไง!!! มันมีรสเค็ม ความหอม ของกระเทียมเจียวออกมาด้วย แถมไข่ก็เนื้อเนียนมาก อย่างกะเต้าหู้แหน่ะ ((เต้าหู้ผักของ CP ยังเนียนไม่เท่าเลย)) คุณเป้บอกว่า ไม่ว่าถ้วยจะใหญ่แค่ไหน ตูดโค้งแค่ไหน ให้ใส่ไข่ครึ่งชามล่าง น้ำครึ่งชามบน แค่นั้น...จบ
เสริมๆๆ ถ้าอยากให้เข้มข้น เนียนอีกรส คุณเป้ให้เปลี่ยนจากน้ำเป็นนม....สงสัยต้องลอง
*********
หมูผัดผงกะหรี่ ...เฮ้...ใส่พริกเผาด้วยนะเธอ จริงๆมันก็อร่อยแหละ แต่บังเอิญมันเสิร์ฟพร้อมไข่ตุ๋น....เราเลยกินแต่ไข่ตุ๋นเพลินเลย แหะๆ
แต่จานนี้ก็หอมฉุย หอมทั้งพริกเผาและผงกะหรี่ มันเข้ากันดีแท้

*********
แกงจืดหมูสับ เต้าหู้ สาหร่าย.....ได้มองแค่รูป ไม่รู้ละสิว่า "โคตรอร่อย" แค่ไหน
คุณเป้ใช้กระเทียมเจียวมาเป็นเคล็ดลับอีกแล้ว ให้เราทดลองชิมน้ำตั้งแต่ต้มเฉพาะเนื้อ ...ใส่สาหร่าย...ใส่เครื่องปรุงรส...และใส่กระเทียมเจียว สุดยอด!! อ๊อดๆ!!!
*********
ผัดวุ้นเส้น..จานนี้ที่คุณเป้ Fail เพราะ Feedback กลับไม่ค่อยดี (feedback จาก facebook) เพราะหน้าตาเละๆไม่ค่อยน่ารับทาน แต่จริงๆ เราว่าก็ดีกว่าที่เราทำนะ เส้นออกเละไปหน่อยเพราะใส่น้ำเยอะไป ไม่เป็นไรนะ ไว้แก้มือใหม่ เค้าจะรอชิมให้ ^_^
*********
ผัดผักกาดขาวน้ำมันหอย ...เมนูสุขภาพ ไม่เคยกินผัดผักกาด และก็ไม่รู้ด้วยว่าน้ำมันจะฉ่ำขนาดนี้...ฉ่ำเกิ๊นนนน ให้รสที่แปลก เพราะน้ำมีความเค็มของน้ำมันหอย แต่ผักกลับหวาน พอกินพร้อมกันมันให้รสที่โอเคเลยละ ...ถ้ามีเนื้อสัตว์สักอย่างใส่ลงไป ก็น่าจะดี อิอิ
*********
ผัดฟักทอง (ลืมอัพ) ฟักทองล้วนๆเลย ไร้อะไรเจือปน ปกติพ่อเราจะชอบกินมาก แต่พ่อหาที่ถูกปากไม่ค่อยได้ เพราะพ่อชอบแบบไม่เละ และไม่แข็งเกิน แต่ร้านส่วนใหญ่มักจะทำเละไปเลย ไม่ก็แข็งมากๆ เราว่าเมนูนี้เป้ทำออกมาน่าจะเป็นแบบที่พ่อชอบนะ มันกำลังพอดี รสชาดก็ดี รสออกหวาน แต่เราก็ไม่ได้สังเกตว่าปรุงรสอะไรยังไงบ้าง ... อยากให้พ่อได้ลองกินจัง น่าจะดี ^^
*********
ลาบหมู...อู้หูวว โลโบ้ทำได้ทุกสิ่ง จนอยากจะไปเป็นพรีเซนเตอร์เลยทีเดียว เราเองก็เคยจะกินลาบมาบ้าง (เพรส ขนมปังแท่งรสลาบ :D) แต่จานนี้เป้ตั้งใจจัดให้ก็ต้องลอง มันมีรสออกเปรี้ยวนำ ...แต่ตอนหลังใส่น้ำปลาเพิ่ม เลยออกเค็มมาด้วย แต่เป้บอกว่ารสจริงๆจะต้องออกเปรี้ยวกับเค็ม เพราะคนอิสานเขาจะกินรสนี้ เราทำได้แต่จำเอาไว้ ว่ารสที่อร่อยหน่ะเป็นยังไง ...ปกติไม่กินเผ็ด แต่เป้ทำเสร็จ...กินได้หมดแหละ ฮิ้วๆๆ
ที่จริงมีเบอร์เกอร์หมูเวฟด้วย เอาชีสโปะเบาๆ 1 แผ่น ก็อร่อยดีนะ คุณเป้ปรุงหมูให้พอมีรสชาติ แล้วมารวมกับความเค็มนิดๆของชีส ก็ออกมาโอเคกำลังดี แต่หนมปังโลตัส...แย่ --" แข็งเป๊กก
....... ถ้าคิดว่าหมดแล้ว..... หึหึ Master Piece กำลังรออยู่....
~~ ขอตั้งชื่อว่า "สเต็กหมู รสครูเป้ ของนู๋หนิว" ~~
รสนี้คุณเป้ปรุงเอง หมักหมูไว้เกือบ 2 วัน รสชาติเข้มเข้าเนื้อมาก มีชีสโปะด้านบน มีรสเค็มนิดๆมาผสมกัน อร่อยมาก
ว่าแต่ใครจะเคยเห็นกินสเต็กคู่กับไข่ดาวละ (มื้อนี้คุณเป้ตื่นมาทำให้แต่เช้าเลยละ น่ารักจริงๆ ♥)
มีผักกาดหอม และหอมทอดเป็นเครื่องเคียง เราซัดซะหมดจานเลย อิ่มพุงกาง ...อิ่มเสร็จก็ไปนอน...โอ้ว...กลมดิ๊กๆ
♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥
การพบและใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในฐานะแฟนครั้งแรก อาจดูเหมือนอะไรๆไม่เปลี่ยน แต่สำหรับเรา มันเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นมากเลย รู้สึกได้ถึงการเอาใจใส่ในรายละเอียดการใช้ชีวิต การดูแลทั้งเรื่องข้าวปลาอาหาร การเดินทางไปไหนมาไหน ระวังรถ ระวังภัย ความห่วงใยถึงสุขภาพและจิตใจ น้ำเสียงที่ใช้ในการพูดจานุ่มนวลขึ้น ถึงจะยังมีกูๆมึงๆ แต่มันก็มีความนุ่มละมุน รู้สึกได้ถึงความรักของเราที่มันอยู่รอบๆตัวเรากันนี้ตลอดเวลา ความห่างไกลไม่ได้ทำให้รักจางหายไปเลย แต่กลับทำให้รักเข้มขัดเจนขึ้นเมื่อเราได้พบเจอกันต่างหาก
เราอยากกอด อยากอยู่ใกล้ๆ อยากอยู่ในอ้อมแขนคุณเป้นานๆ ไม่รู้เพราะอะไรใจมันถึงเต้นแรงๆ มันร้อนๆไปทั้งตัว จนรู้สึกเหมือนหมดแรงไปดื้่อๆ ^_^ แต่มันทำให้คุณเป้อึดอัดใจ เราจะรอ รอวันของเรา ที่เราจะได้อยู่ใกล้ๆกัน ได้อยู่ข้างๆกัน โดยที่คุณเป้และเราจะไม่รู้สึกผิด หรือกังวลใจในเรื่องอะไรทั้งนั้น
ขอบคุณนะ ในความรัก ความเข้าใจ การให้เกียรติต่อเรา เราจะรอคอย จนถึงวันที่เราได้อยู่ด้วยกันตลอดไป
~~~ มึงรักกุปะ ~~~ กูรักมึง โอเคปะ ~~~ อือ กูก็รักมึง ~~~
~~~ วันนี้่ กล้าพูดได้เต็มปากว่า เรารักกัน ~~~
♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)











