วันเสาร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2557

เรื่องราวยาวๆของ "นูเน่" : เด็กติดโทรศัพท์

เรื่องราวที่ยาวนานถึง 13 ปี ของหนิวและเป้ จะถูกถ่ายทอดเป็นตัวอักษร ผ่านมุมมองการเวิ่นของหนิว เท่าที่จำได้นะจ๊ะ
=====================================================
"เด็กติดโทรศัพท์"
จากวันนั้น เราเริ่มคุย ทักทายบ้างบางโอกาส ก็แบบเพื่อนทั่วๆไป แต่ในใจเรารู้สึกว่าคนๆนี้มันแปลกๆ มันต้องมีอะไรบางอย่างในใจแน่ๆ ไม่เหมือนกับเพื่อนคนอื่นๆสักเท่าไหร่ ช่วงเวลา ม.1 ผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนจุดเปลี่ยนสำคัญมันก็เกิดขึ้น

พอขึ้นม.2 เราจับคู่นั่งกับ "มิ้นท์" เพราะตอนม.1 เราทำงานศิลปะด้วยกันบ่อยๆ พ่อแม่เราก็เป็นเพื่อนกัน เราไปทำงานที่บ้านมิ้นท์ก็หลายครั้ง เลยตกลงจับคู่กัน มิ้นท์เป็นสวยนะสำหรับเรา แล้วก็อารมณ์ศิลป์ๆ แต่ฉุนเฉียวไม่เบา และก็ไม่ชอบพวกคนโหล่ๆ เถื่อนๆ ทำตัวเกรียนๆ กากๆ (ยุคนั้นยังไม่มีคำนี้) หายนะของมิ้นท์จึงบังเกิด เมื่อโต๊ะคู่ข้างๆของมิ้นทคือ เป้ กับ "เล็ก" สองคนนี้ น่าจะจัดได้ว่าเวลาเป็นคู่ที่กวนตีน จังไร ขี้แกล้งที่สุดคู่นึงของห้อง ด้วยความที่นั่งใกล้กัน ก็เลยคุยกันได้เยอะขึ้นเป็นธรรมดา และด้วยความที่เราและเป้ เป็นคนที่ไม่ยอมคน ชอบเอาชนะ และมีความรู้สึกสะใจมากเป็นพิเศษถ้าต่างฝ่ายต่างเอาชนะอีกฝ่ายหนึ่งได้ จนวันหนึ่ง มิ้นท์ก็รำคาญสุดจะทน เลยบอกเรา "สลับที่นั่งกันเเถอะ"  กลายเป็นเรามานั่งแถบที่ติดกับเป้ ....ซวยละสิกู ได้ด่ากันทั้งวันแน่" .... แล้วมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ


นานเข้าหลายๆวัน ก็เริ่มคุ้นเคยกันมากขึ้น จนมีช่วงหนึ่งที่เขาหายไป ไม่มาโรงเรียนติดๆกันหลายวัน เราก็เริ่มๆคิดว่ามันติสท์อะไรของมัน เลยไปหาเบอร์มา แล้วก็โทรไปหาเอง (เฮ.......เรายังไม่ได้ชอบนะ อย่าเพิ่งจิ้น) ก็คุยกันอยู่นาน จนได้ล่วงรู้เรื่องราวส่วนตัวบางอย่างของเขา ที่มันไม่ได้สวยงามนัก


เป้ไม่ได้อยู่เป็นครอบครัวที่พร้อมหน้าพร้อมตาเหมือนคนอื่น เป้มีเพียงแม่ที่คอยดูแลเป้และพี่้น้องอีก 2 คน เพียงลำพัง บางวันที่ไม่มา ก็เพราะไม่มีความรู้สึกอยากจะมาให้เปลืองเงินที่บ้าน เรา (คิดไปเองนะ) มองว่าเป้คงไว้ใจเรามากพอ จึงเล่ารายละเอียดชีวิตหลายๆอย่างที่น่าหดหู่ให้เราฟัง จนกระทั่งถึงเรื่องที่เราอยากรู้มาตลอด คือทำไมอยู่ๆ เด็กที่เรียนดี มีความสามารถของยอแซฟ ถึงได้อยู่ๆก็ออกจากโรงเรียน แล้วไปอยู่โรงเรียนวัดที่แทบจะไม่มีใครรู้จักด้วยซ้ำไป มันเป็นเหตุผลที่น่าสะเทือนใจมากสำหรับเด็ก ป.5 คนหนึ่ง...(ขอข้ามการบันทึกส่วนนี้ไป เพราะเป็นเรื่องส่วนตัวมากๆของเป้)


จากวันนั้นมา ความเกลียดชัง หมั่นไส้เริ่มเบาบางลง เราเริ่มรู้สึกอยากทำตัวให้เป็นประโยชน์กับคนนี้ อยากช่วยเหลือ แชร์อะไรดีๆให้เขา เพื่อที่เขาจะได้รู้สึกสนุก รู้สึกมีส่วนร่วม มีคุณค่า ไม่โดดเดี่ยว หรือห่อเหี่ยวอะไร


ช่วงปิดเทอมเล็กของม.2 เราคุยโทรศัพท์กันแทบทั้งวัน (ใช้โทรศัพท์บ้าน โทรแค่ครั้งละ 3 บาท) ซึ่งแน่นอน พ่อกับแม่ด่าเรากระจุยเลย เพราะที่บ้านต้องใช้โทรศัพท์ติดต่อลูกค้าบ่อยๆ แต่เราก็ยังแอบโทรอยู่ดี ><" ไม่โทรไป มันก็โทรมา มีวันนึงนึกครึ้ม ชวนเพื่อนๆหลายคนไปเล่นน้ำกันที่การ์เด้นพลู (สระว่ายน้ำโรงเรียนเก่าเรา โรงเรียนอนุบาลศิริวรรณ) เล่นกันตั้งแต่บ่าย กว่าจะเลิกก็ทุ่มกว่าแล้ว พ่อเราถามเป้ว่าบ้านอยู่ไหน เป้บอกอยู่นครชัยศรี ... เราก็ไม่รู้พ่อนึกครึ้มอะไร ขับรถไปส่งเป้ยั้นบ้าน (ระยะทางจากบ้านเป้กับบ้านเราน่าจะราวๆ 30 กิโลได้นะ) กลับมา พ่อก็ถามเรา ว่าเขาเป็นมายังไง พื้นเพที่บ้านเป็นไง ทำอะไร ทำไมดูไม่เหมือนเพื่อนคนอื่นๆ เราก็เลยเล่าทุกอย่างที่เรารู้ให้พ่อฟัง พ่อเองก็รู้สึกสงสารเป้ ไม่น้อยไปกว่าที่เรารู้สึกเลย แต่หลังจากวันนั้ พ่อก็ไม่ค่อยบ่นเสักเท่าไหร่เวลาที่เราโทรคุยกับเป้นานๆ


พอตอนใกล้เปิดเทอม เป้ก็ขอในสิ่งที่ทำให้เรากับมิ้นท์ผิดใจกัน (ทุกวันนี้เองก็ยังรู้สึกผิดกับมิ้นท์อยู่) เป้ขอให้เราไปนั่งกับเป้ เป้อยากให้เราช่วยกระตุ้นเรื่องเรียน เป้อยากทำตัวให้ดีขึ้นกว่านี้ ซึ่งนั่นแปลว่า เล็กจะมานั่งกับมิ้นท์แทน เราเห็นหายนะมาแต่ไกล.....มิ้นท์ต้องโกรธฉิบหายแน่ แต่เราก้ยังดื้อดึง ...ก็เพราะอยากช่วยจริงๆหน่ะนะ ....(หายนะที่เราคิดเอาไว้ เกิดขึ้นและรุนแรง มิ้นท์กับเล็กถึงกับเกลียดกันไปเลย และมิ้นท์เองก็เกลียดเราไม่น้อยในวันนั้น ...เราไม่รู้ว่ามิ้นท์ลืมยัง แต่เราไม่ลืม ขอโทษ และขอบคุณนะ) 


การย้ายมานั่งเนี่ยละ....หึหึหึ เป็นเรื่องเลย ....

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น